วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรามาในโลกนี้เพื่อพิพากษา คนที่มองไม่เห็นจะได้มองเห็น ส่วนคนที่มองเห็น จะกลายเป็นคนตาบอด




#สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
พระเยซูเจ้าตรัสว่า

"เรามาในโลกนี้เพื่อพิพากษา
คนที่มองไม่เห็นจะได้มองเห็
ส่วนคนที่มองเห็น
จะกลายเป็นคนตาบอด"

เรากลับมาครั้งนี้
ก็เพื่อยืนยันต่อท่านทั้งหลายว่า
ที่ทรงตรัสไว้ข้างต้นนั้นเป็นความจริง

1.ประโยคที่ว่า "การมาในโลกนี้"
หมายถึง การที่พระจิตวิญญาณบริสุทธิ
ทรงเสด็จลงมาจากแดน #จิตจักรวาล
แล้วข้ามมิติเข้ามายังแดน #อนันตจักรวาล
สู่การจุติเป็น "บุตรมนุษย์" บนโลกเสรีนี้
ตามพระบัญชาพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
เพื่อเข้ามาทำหน้าที่กล่าวพระโอวาท
ต่อพี่ๆน้องๆทั้งหลายบนโลกเสรีนี้
ในพระนามพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ด้วยบทบาทของ "พระบุตรเอก"

โดยพระโอวาทที่ทรงตรัสไว้ทั้งหลายนั้น
ล้วนสื่อถ่ายทอดสดเป็นคลื่นการคิด
มาจากดินแดนจิตจักรวาล
อันเป็นพระอาณาจักรแห่งพระเจ้า
ที่อยู่ภายนอกอนันตจักรวาล
ซึ่งสัจธรรมที่ทรงสื่อถ่ายทอดลงมาให้นั้น
เป็นสัจธรรมความจริงที่จริงแท้
ที่คนนำทางผู้เป็นคนของโลกทั้งหลาย
ไม่สามารถใช้จิตปัญญาของสมองสองซีก
ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เข้าถึงความจริงเหล่านี้เองได้

เช่น ความรู้ที่เป็นสัจธรรมความจริง
ดังต่อไปนี้ คือ

 - จิตวิญญาณของตนเป็นใคร
 - มาจากไหน
 - มาเกิดเป็นมนุษย์กันทำไม
 - มีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดบ้าง
เป็นต้น

ซึ่งพระบิดาทรงจัดสัจธรรมเหล่านี้ไว้
ในหมวดของสัจธรรมชั้นสูงสุด
ที่เรียกว่า #อนุตรธรรม

พระบิดาจึงต้องแต่งตั้งให้ "พระบุตรเอก"
แบ่งภาคลงมาจุติเป็นพระศาสด
เพื่อเข้ามากล่าวพระโอวาท
ประกาศสัจธรรม
ในหมวดที่พระศาสดาของโลกเอง
มิอาจเข้าถึงด้วยการเรียนรู้กันเองได้

ดังเช่นสัจธรรมในระดับ #โลกิยธรรม
ที่สามารถใช้สมองซีกซ้าย
วิเคราะห์เอาเองได้
และสัจธรรมในระดับ #โลกุตรธรรม
ที่สามารถใช้สมองซีกขวา
สังเคราะห์เอาเองได้

เพราะสมองมนุษย์มีเพียงสองซีก
มนุษย์จึงไม่มีสมองส่วนใด
ที่สามารถเข้าถึง
ความจริงในระดับอนุตรธรรมได้อีก

ดังนั้น

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
หรือพระผู้เป็นเจ้า
จึงต้องส่งพระบุตรเอก
เข้ามาจุติในระบบโลก

เพื่อนำเอา "อนุตรธรรม" มาบอกกล่าว
ช่วยนำเอามาเติมเต็มสัจธรรม
ที่พระศาสดาผู้มาจากโลกเอง
มิอาจเข้าถึงได้ดังกล่าวแล้

ด้วยเหตุนี้เอง
พระบุตรเอกทั้งหลาย
เช่น พระเยซูเจ้า
กับพระศาสดาที่มาจากโลกทุกรูปธรรม
จึงต่างล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งสิ้น
มิใช่ศัตรูคู่แข่งขัน
มิได้แย่งกันเป็นพระศาสดา
มิได้แย่งกันล่าสาวก
อย่างการคิดแบบจิตมนุษย์แต่อย่างใด

2.ประโยคที่พระเยซูตรัสว่า
"พิพากษาคนที่มองไม่เห็น
จะได้มองเห็น" นั้นความหมายคือ

พระองค์เสด็จมาเพื่อที่จะช่วยเหลือ
พี่ๆน้องๆที่เป็นมนุษย์ที่ขาดพร่อง
ทั้งภูมิรู้ ภูมิธรรม และภูมิปัญญา
โดยไม่รู้ว่ายังมีสิ่งใดที่ตนไม่รู้ว่าไม่รู้
ทั้งๆที่ตนจะต้องรู้อยู่อีกบ้าง

ยังมีความรู้ใดที่มนุษย์รู้อยู่เชื่ออยู่
แต่เป็นภูมิรู้ ภูมิธรรม ที่ไม่ถูกต้อง
แต่เป็นความเชื่อไม่เชื่อที่งมงายอยู่
ให้ได้รู้กระจ่างสว่างในกมลกันถ้วนทั่ว

ดังนั้น
การเปลี่ยนคนที่ไม่รู้จริงไม่รู้แจ้ง
ให้บังเกิดการรู้จริงรู้แจ้งขึ้นมาได้
โดยเด็ดขาดกันอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้
จึงไม่ต่างจากการช่วยเหลือให้
"คนตาบอด" กลับมา "มองเห็น"
กลายเป็นคนตาดีได้นั่นเอง

3.ประโยคที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า
"ส่วนคนที่มองเห็น
จะกลายเป็นคนตาบอด" นั้น
ทรงหมายความว่า

เมื่อพระองค์ทรงช่วยให้คนที่ไม่รู้
ได้รู้กระจ่างสว่างกมล
ในความจริงที่จริงแท้ทั้งหมดทั้งสิ้น
ดั่งคนตาดีที่สามารถมองเห็นได้แล้ว

นั่นเท่ากับว่า
การเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกเสรี
ของประดาจิตวิญญาณทั้งหลาย
เพื่อเข้ามาเรียนรู้บทเรียนโลกนั้น
ก็เป็นอันสิ้นสุดหลักสูตรการเรียนรู้
เพราะได้เรียนรู้ทุกสิ่งอย่าง
อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

กล่าวคือ
ได้เรียนรู้ทั้งโลกิยะธรรมและโลกุตรธรรม
ที่ประดาคนนำทางซึ่งเป็นคนของโลกเอง
ได้พยายามบอกกล่าวเล่าสอนสืบมา
รวมทั้งได้เรียนรู้อนุตรธรรมทั้งหมด
ที่พระศาสดาซึ่งเป็นพระบุตรเอก
ที่พระบิดาหรือพระเจ้าทรงแต่งตั้งเข้ามา
จึงยังผลให้มนุษย์เกิดอาการ #ตาสว่าง
จนสามารถมองเห็นอะไรๆได้อย่างชัดแจ้ง

ส่วนคำกล่าวที่ว่า
"คนที่มองเห็นจะกลายเป็นคนตาบอด"
พระองค์ทรงหมายความว่า

เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย
ได้เรียนรู้ทุกสิ่งจนหมดสิ้นแล้วว่า
อะไรเป็นอะไรอย่างไรแล้ว
มนุษย์ก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้อะไรอีก
ไม่จำเป็นจะต้องอยากรู้อยากเห็นอีก
ซึ่งหมายถึง "คนตาบอด" โดยแท้

เมื่อทรงช่วยให้มองเห็นแล้ว
จะกลายเป็นคนตาบอดก็เพราะเหตุนี้

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
น่าเสียดายยิ่งนักที่ยังมีมนุษย์หลายคน
มีมิจฉาทิฐิดื้อรั้นสูง

โดยยึดติดพระศาสดา
ที่เป็นของโลกเพียงพระองค์เดียว
เพราะเชื่อว่าครูคนเดียว
สอนให้นักเรียนฉลาด เก่ง และดีได้

ยึดติดพระคัมภีร์ธรรมเล่มเดียว
เพราะเชื่อว่าคัมภีร์เล่มเดียว
สามารถบรรจุสัจธรรมความรู้
ทั้งจักรวาลได้

ดังนั้น

มนุษย์ส่วนใหญ่
จึงกล่าวก้าวล่วงจ้วงจาบพระศาสดา
ที่ตนเองไม่ยอมรับนับถือ

มนุษย์ใจบาปบางพวก
จึงก่อกรรมทำร้ายศาสนาอื่นๆ
เพื่อให้ศาสนาที่ตนเลือกสูงเด่นขึ้น

มนุษย์ส่วนใหญ่
จึงไม่ใจกว้างรับฟังธรรมะจากศาสดาอื่น
ไม่ยอมศึกษาพระธรรมจากศาสนาอื่น

มนุษย์บางพวก
กลับสนใจแต่พิธีกรรมต่างๆ
ที่เป็นอวิชชา
เพราะเข้าถึงแก่นแท้สัจธรรมไม่ได้

มนุษย์ส่วนใหญ่จึงไม่เคยฉุกคิดว่า
ทำไมตนเองปฏิบัติบำเพ็ญมายาวนาน
แล้วทำไมยังหลุดพ้น
หรือนิพพานไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เอง
เมื่อพวกเขารู้จักเราแต่ก็ไม่ยอมแลมา
เมื่อพวกเขาแลเห็นเราแต่เขาก็ไม่ใส่ใจ

เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงเรา
แต่พวกเขาก็ไม่ยินดีที่จะรับฟัง

กราบพระบาทพระบิดา

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
4-11-2018

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

สัตว์ประจำโลก

ตอบคำถาม: สาธิกา นวด

#Question:
เรียน ท่านอาจารย์ครับ..
ขอเรียนถามว่า.. 

1. สัตว์ประจำโลกทั้งหลาย
ที่ไม่มีหน้าที่ที่จะทำนิพพาน
จิตวิญญาณของสัตว์ประจำโลกนั้น 
จะต้องแบ่งภาคจิตวิญญาณ
ออกมาเป็นจิตหยาบ
ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องยนตร์แห่งกรรม
เหมือนมนุษย์หรือไม่ ?

2. คุณสมบัติของจิตวิญญาณ
แก่นแท้ของสัตว์ประจำโลก 
กับจิตวิญญาณแก่นแท้ของมนุษย์นั้น 
เหมือนกัน หรือ มีคุณสมบัติเทียบเท่ากัน
กับจิตวิญญาณของมนุษย์หรือไม่ ?

ขอบพระคุณครับ

#Answer:
1.เพราะสัตว์ประจำโลก
มิได้มีหน้าที่ทำสามเหลี่ยมกับพระบิดา
พวกเขาจึงแค่มีเพียงลำตัวขนานพื้น
โดยศีรษะจะยื่นไปข้างหน้าเท่านั้น

ผิดกับมนุษย์โลกในสภาวะปกติ
มีหน้าที่ต้องทำสามเหลี่ยมกับพระบิดา
พระองค์จึงทรงกำหนดสร้างให้
มีลำตัวตั้งฉากกับพื้นเสมอ
ยกเว้นตอนนอนหลับพักผ่อนเท่านั้น
ลำตัวจึงจะขนานกับพื้น

การที่พระองค์ทรงกำหนดให้
"สัตว์ประจำโลก" มีลำตัวขนานพื้น
ก็เพราะว่าพวกเขาไม่ต้องนิพพาน
หมายถึงเมื่อสัตว์นั้นๆตาย
จิตวิญญาณพวกเขาก็ไม่ต้องกลับบ้าน
ไม่ต้องกลับคืนไปหาพระบิดา
เพราะว่าต้องย้อนมาเกิดเป็นสัตว์นั้นอีก
พวกเขาจึงมีแต่สัญชาตญาณ
ที่ควบคุมกำกับการโดยจิตวิญญาณ
เพื่อการดำเนินชีวิตเท่านั้น

ขณะที่มนุษย์เมื่อตายแล้ว
มีหน้าที่นำพาจิตวิญญาณกลับบ้าน
ต้องกลับไปกราบพระบาทพระบิดา
ศีรษะที่มีจิตวิญญาณสถิตย์ประทับอยู่
จึงต้องตั้งฉากยกสูงขึ้นสู่ฟ้า
เพื่อเชื่อมโยงกับพระบิดา
ทำสามเหลี่ยมทางจิตวิญญาณกับพระองค์

แต่เนื่องจากว่าตั้งแต่เด็ก
จนกว่ามนุษย์คนนั้นจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
จิตวิญญาณที่มาเกิดใหม่ในแต่ละคน
จักต้องผ่านการเรียนรู้ที่จะใช้จิตปัญญา
ในบริบทของมนุษย์กันค่อนข้างยาวนาน

ซึ่งบทเรียนและบททดสอบที่ต้องเผชิญ
ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนนั้น
มันมีทั้งบทดีและบทร้ายมากมาย
ถ้าให้จิตวิญญาณผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์เอง
โอกาสเสี่ยงที่จะทำให้จิตวิญญาณป่วย
ด้วยอาการหลงมิติคือสั่นสะเทือนผิดความถี่
ไปเป็นคลื่นหยาบๆแทนคลื่นบวกสูงสุด
จักมีความเป็นไปได้สูงยิ่ง

ด้วยเหตุที่พระบิดาทรงรักและห่วงใย
จิตวิญญาณมนุษย์บุตรของพระองค์ว่า
จะไม่สามารถคืนกลับบ้านคือนิพพานได้
ถ้าจิตวิญญาณป่วยด้วยอาการหลงมิตินี่แหละ
จึงทรงอนุญาตให้จิตวิญญาณแก่นแท้
แบ่งภาคตนเองออกมาเป็นจิตมนุษย์
ที่พวกท่านเรียกว่า "จิตหยาบ" 
เพื่อให้ทำหน้าที่แทนในการเผชิญหน้า
กับบทดสอบและบทเรียนโลกทั้งหลาย
เพื่อปกป้องพระจิตวิญญาณไว้ก่อน

เพราะเหตุนี้เอง
มนุษย์ทุกคนจึงต้องมีทั้งจิตหยาบ
และจิตวิญญาณผู้เป็นตัวตนแก่นแท้
ทำหน้าที่ร่วมกันในบทบาท #คนสองมิติ
ขณะที่สัตว์ประจำโลกไม่จำเป็นต้องมี

Answer:
2.คุณสมบัติของจิตวิญญาณมนุษย์
กับคุณสมบัติของจิตวิญญาณสัตว์นั้น
เหมือนกันและต่างกันหลายประการ 
ที่้เหมือนๆกันก็คือ

เป็นกล่องพลังงาน
ที่มีรูปธรรมเป็น 6 เหลี่ยมมุมเช่นกัน

เป็นกล่องพลังงาน
ที่ต้องเหวี่ยงหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา
เพื่อรักษาสมดุลของตนเองเอาไว้

เป็นกล่องพลังงาน
ที่ภายในมีคลื่นความถี่หลายๆย่านความถี่
สั่นสะเทือนลดเลี้ยวเกี่ยวพันกันอยู่
อย่างลงตัวกันตลอด
เพื่อสร้างพลังอำนาจในตนเองไว้เสมอ

ส่วนคุณสมบัติด้านที่ต่างกันก็คือ
จิตวิญญาณมนุษย์สามารถผลิตสร้าง
พลังแห่งความรักที่เป็นคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็ก
ได้ในปริมาณมากไม่มีอั้น
เพราะมีจิตหยาบเป็นอิสระในการขับเคลื่อน

พลังงานบวกคือความรักจากจิตหยาบ
ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้จิตวิญญาณ
ผลิตสร้างพลังงานไฟฟ้าด้านบวกนั้น
จะแปรตามแรงสั่นสะเทือนด้านบวก
ของจิตหยาบเมื่อเผชิญกับ
บททดสอบจิตสำนึกนั้นๆเป็นสำคัญ
มันจึงมีค่าไม่คงที่

ซึ่งสัตว์ประจำโลกทั้งหลาย
เขาจะรักกันได้ด้วยสัญชาตญาณ
ซึ่งเป็นคุณสมบัติทางจิตวิญญาณได้อยู่แล้ว
พลังงานด้านบวกที่เขามอบให้โลก
จึงเป็นพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กด้านบวก
ที่มีค่าคงที่เท่ากันตลอดเวลา

ดังนั้น
เราจึงขอกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า

สัตว์ประจำโลกมาเกิดบนโลกก่อนมนุษย์
พวกเขาเป็นจิตวิญญาณพี่ๆน้องๆของท่าน
ซึ่งมีพระบิดาผู้ให้กำเนิดพระองค์เดียวกัน

เข้ามาเกิดบนโลกเสรีนี้จากที่เดียวกัน
เข้ามาทำหน้าที่รักกันและรักโลก
เพื่อช่วยกันใช้จิตวิญญาณของพวกเขา
ผลิตสร้างพลังงานความรักให้โลก
เช่นเดียวกันกับมนุษย์อย่างพวกท่าน

เหตุที่พระบิดา
ยังต้องส่งพวกท่านมาเกิดเป็นมนุษย์
ก็เพราะน้ำหนักมวลบนโลกมากขึ้น
ลำพังสัตว์ด้วยกันมีความรักให้โลกไม่พอ
ทำให้โลกเหวี่ยงหมุนได้ไม่สมดุล
จึงต้องส่งจิตวิญญาณพวกท่านมาเกิด
เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดนั่นแหละ

พวกท่านที่มาเกิดเป็นมนุษย์
เมื่อคิดถึงพระบิดาก็สามารถกลับบ้านได้
แต่สัตว์ทั้งหลายไม่มีโอกาสกลับ
แม้จะคิดถึงพระบิดาแห่งตนมากเพียงใด
เพราะขันอาสาว่าจะมาเป็นสัตว์ประจำโลก

ดังนั้น
จงอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิตพวกเขาเลย
อย่าเบียดเบียนรังแกข่มเหงพวกเขาเลย
พวกเขาด้อยโอกาสและฉลาดน้อยกว่า
พวกเขาจึงเป็นสัตว์ที่ท่านสมควรมีเมตตา
มากกว่าจะเข่นฆ่าไล่ล่ามาแกงกิน

ที่สำคัญคือพวกเขาเป็นพี่ๆน้องๆของท่าน
มีพ่อผู้ให้กำเนิดพระองค์เดียวกัน
พวกท่านยังจะทำร้ายกันเองกันอีกทำไม
อย่าใจดำอำมหิตคิดร้ายต่อกันอีกเลย

พระบิดาทรงเสียพระทัยมาก
ที่ทรงเห็นลูกๆอย่างพวกท่าน
เพียงมีกายสังขารแตกต่างกันเท่านั้น
ก็ห้ำหั่นบั่นคอเอาเลือดเนื้อมากินกันได้แล้ว
โดยอ้างว่าพวกเขาเกิดมา
เพื่อจะเป็นอาหารของพวกท่าน

เราถามจริงๆเถอะ
สัตว์ตัวไหนที่มันบอกท่านเช่นนั้น
ท่านเคยได้ยินสัตว์ตัวไหนอนุญาต
เห็นดีเห็นงามให้ท่านฆ่าแกงพวกเขาบ้าง

ช้างม้าวัวควายตัวใหญ่กว่าท่าน
ทำงานหนักได้มากกว่าท่านที่เป็นมนุษย์
เขากินแต่ยอดไม้ใบหญ้าและธัญพืช
เขาก็แข็งแรงสดชื่นอายุยืนยาวได้
โดยไม่ต้องไล่ล่าฆ่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร
ใยพวกท่านกินเนื้อสัตว์กินโปรตีนมากมาย
จึงเจ็บป่วยด้วยร่างกายไม่แข็งแรงบ่อยๆ
แถมยังอายุสั้นอีกต่างหากด้วย

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
18-04-2018

ส่วนโค้งลึกลับ







#สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
#ส่วนโค้งบนฝั่งฟ้าเป็นมายาบอกอะไร

เนื่องจากในช่วงรอบเดือนที่ผ่านมา
ได้เกิดมีมายาบนท้องฟ้าอยู่อย่างหนึ่ง
เป็น #ส่วนโค้งลึกลับ (Mysterious Arc)
ปรากฏบนท้องฟ้าเวลากลางวัน
ในพิกัดพื้นที่หลายๆประเทศมาแล้ว
รวมทั้งในประเทศไทยเองด้วย

น่าเสียดายนัก
ที่คนส่วนใหญ่มิอาจแลเห็น Sign จากผู้สื่อ
เพราะยังมีค่านิยมในแบบสังคมก้มหน้า
และยังไม่รู้ด้วยว่าบนฝั่งฟ้าเหนือศีรษะนั้น
เป็นจอภาพมายาขนาดใหญ่ที่พระบิดาให้ใช้
เพื่อการสื่อสารกับท่านทั้งหลายด้วย

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เนื่องจากดาวเคราะห์โลกเสรีดวงนี้
มีฝูงมอดปลวกมากมายหลายฝูง
แฝงตัวเข้ามาแอบทำรังกัดกินโลกกันอยู่

ทั้งพวกที่เข้ามาร่วมอยู่อาศัยเฉยๆ
ทั้งพวกที่เข้ามาแบบมิตรแท้
ทั้งพวกที่เข้ามาแบบศัตรูถาวร

ทั้งสามพวกที่กล่าวนี้ล้วนเป็นผู้บุกรุก
ในข้อหาทำผิดกฎกติกาของจักรวาล
ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ทั้งสามพวกล้วนเป็นผู้มีส่วน
ในการสร้างความเสียสมดุลของระบบโลก
ที่มนุษย์เองเป็นต้นเหตุให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
เช่น มาแย่งอากาศออกซิเจนหายใจ
มาแย่งน้ำธรรมชาติเอาไปกักเก็บไว้ใต้ดิน
เพื่อใช้อุปโภคบริโภคในกลุ่มของพวกตน
จนยังผลให้มนุษย์บนแผ่นดินโลกบางพื้นที่
ต้องร้อนแห้งแล้งและทุกข์ยากเพราะขาดน้ำ

นอกจากนั้น
ฝูงมอดบางกลุ่มก็ใช้ความเหนือกว่า
ในความก้าวหน้าด้านเท็คโนโลยี
ใช้ความเหนือกว่าในด้านพลังจิตและปัญญา
เข้าครอบงำชนชั้นผู้นำ
โดยใช้วิธีแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน
จึงยังผลให้ผู้นำที่โลภและขาดคุณธรรม
ตกเป็นทาสของมอดพวกนี้ไปในที่สุด

ส่วนฝูงมอดอีกบางกลุ่ม
ก็เลือกใช้มายาคล้ายๆกัน
ด้วยการแสดงให้เห็นว่า
พวกตนเป็นฝ่ายมิตรมิใช่ฝ่ายมาร
จึงเพียรพยายามทำทุกอย่างทุกวิถีทาง
เพื่อให้พวกตนดูดีมีค่าน่าคบ
ด้วยการหลอกบ้าง ลวงบ้าง ไรบ้าง

ถ้าเจ้าถิ่นเจ้าของแผ่นดินรู้ไม่ทันพวกมอด
ก็จะตกเป็นเครื่องมือหรือตกเป็นทาสไป
ซึ่งที่ผ่านมาที่ฟ้าแลเห็นนั้น
เจ้าของถิ่นแผ่นดินโลกเองนี่แหละ
เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียท่าพวกมอดมาตลอด

นอกจากกลุ่มพี่พลียะเดี้ยนส์แล้ว
ก็ไม่มีมอดฝูงไหนพวกใดหรอก
ที่พระบิดาจะทรงอนุญาตให้เข้ามาในระบบนี้
เพื่อทำหน้าที่ในพระนามแห่งพระองค์
ด้วยความชอบธรรมแท้จริง
ทั้งหมดคือมอดผู้บุกรุกทั้งนั้น

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะขอยกตัวอย่างให้ท่านรู้สักกรณีหนึ่งนะ

เช่น มีพวกมอดผู้ฉลาดกลุ่มหนึ่ง
ขณะนี้กำลังพยายามสร้างลัทธิของตนขึ้นมา
ด้วยการขายความรู้ความลับของจักรวาล
เพื่อสนองความอยากรู้ของมนุษย์โลกเสรี
ที่มิอาจเข้าถึงความจริงของจักรวาลได้
อันเป็นวิธีการสร้างสาวกให้พวกตน
โดยแลกกับข้อมูลความรู้จริงมั่งเท็จมั่ง
ที่มนุษย์โลกอยากรู้อยากเห็นนั่นล่ะ

มีความรู้อยู่เรื่องหนึ่งที่พวกนี้นำเสนอ
คือ เรื่องโลกเสรีนี้ "แบน" ไม่ได้กลมอย่างที่เชื่อ
ทั้งๆที่ NASA เองก็ยืนยันว่าโลกกลม
ทั้งๆที่โลกมีข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์
เพราะดวงจันทร์โคจรรอบโลกและโลกกลม

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย
ถ้าพวกท่านไม่รู้จักใช้ปัญญา
ท่านก็จะโง่กว่าคนอื่น
ท่านก็จะถูกหลอกให้เชื่อ
ท่านก็จะตกเป็นเหยื่อคนชั่วที่ฉลาดกว่า

เราจึงชวนท่านไปติดอาวุธทางปัญญา
ด้วยกระบวนการไซโคโชว์ที่ภูกระต่าย
อยู่เป็นประจำทุกเดือนๆละ 2 วัน 1 คืน
เพื่อยกระดับจิตและปัญญา
เพื่อพัฒนาจิตสามนึกกันนั่นเอง

พวกท่านจะดูแลโลกตนเอง
ให้ปลอดภัยมิได้หรอก
ตราบใดที่ท่านยังขาดปัญญา
จนไม่สามารถปกป้องตนเองได้อยู่เลย

ดังนั้น
เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้รู้ความจริงว่า
ความรู้ที่ถูกต้องก็คือ #โลกกลม 
โลกมิได้แบนอย่างที่มอดกล่าวอ้างแต่อย่างใด
พี่พลียะเดี้ยนส์จึงใช้วิธีส่งรหัสผ่านม่านฟ้า
เพื่อยืนยันมาให้พวกท่านรับรู้และเรียนรู้ไว้
ด้วยภาพ #ส่วนโค้งลึกลับ (Mysterious Arc)
ที่ปรากฏให้เห็นหลายๆแห่งมาแล้วทั่วโลก

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
17-04-2018