วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

อย่าเย้ยฟ้าท้าดิน


 อย่าหมิ่นพระเจ้า 
พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เรื่องโลกกำลังจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่
เรื่องพระผู้สร้างกำลังเร่งรัดปฏิบัติการชำระโลก
เรื่องมนุษย์โลกจะต้องทำสงครามกับภัยพิบัติ
เรื่องหายนะภัยที่รุนแรงจะทะยอยเกิดขึ้นบนโลก
เรื่องใหญ่ๆใน 4 เรื่องนี้
มนุษย์โลกจักต้องเตรียมตนเองและจิตวิญญาณ
เอาไว้ให้พร้อมต่อการผจญภัยกันตั้งแต่เนิ่นๆ
ซึ่งเราได้ทำหน้าที่รับพระบัญชามา
โดยได้บอกกล่าวข่าวสารเหล่านี้ให้ชาวโลกรู้
ตั้งแต่ 30 ปีที่ผ่านมาแล้วอย่างต่อเนื่องนั้น
น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่
ไม่ใส่ใจใยดีในข่าวสารจากจักรวาลเท่าที่ควร
บ้างเมื่อได้ฟัง
ก็ชิงปฏิเสธข่าวสารทันทีว่า
ไม่จริง ไม่เชื่อ ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้
บ้างเมื่อได้ฟัง
ก็ต่อต้านผู้กล่าวข่าวสารนี้ทันทีว่า
เพี้ยน บ้า อยากดัง ทำลายความสงบสุข
ปลุกเร้าผู้คนให้ตื่นกลัว ทำตัวอุตริ ฯลฯ
ข่าวสารการชำระโลกและความรู้ใหม่
ซึ่งองค์จิตจักรวาลทรงเมตตาสื่อสารผ่านเรามา
จึงถูกผู้คนส่วนใหญ่วางเฉยอย่างไม่ใยดี
ทั้งๆที่ทุกสิ่งล้วนเป็นความจริง
ที่ทุกคนจะต้องรู้
ยิ่งรู้ล่วงหน้าได้นานเท่าใด
ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์มากเท่านั้น
ที่ผลลัพธ์มันเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า
พี่ๆน้องๆส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจแล้วว่า
"ไม่ใส่ใจและไม่เชื่อ" ในข่าวสารความรู้ใหม่
ที่พระบิดาทรงเมตตาสื่อผ่านเรามานั่นเอง
มันไม่แปลกใจสำหรับเรานักหรอก
เพราะประสบการณ์ 7 ภพชาติสอนให้รู้ว่า
มนุษย์ส่วนใหญ่จะตัดสินข่าวสารความรู้ใหม่
ในทันทีที่ได้ "รับรู้" ด้วย "ความเชื่อ"
แทนการตัดสินด้วยวิธีรับรู้แล้ว "เรียนรู้"
เรียนรู้เพื่อให้รู้ว่า "อะไรเป็นอะไรอย่างไร"
แล้วจึงค่อยตัดสินใจ "ยอมรับ" ในบั้นปลาย
เพราะมนุษย์มีนิสัยรับรู้เพื่อเชื่อหรือไม่เชื่อ
มนุษย์จึงใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นตัวชี้วัด
ข่าวสารความรู้ใหม่โดยมิได้ใช้สติปัญญาที่มีอยู่
การตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อของมนุษย์
จึงผิดๆถูกๆตลอดมา
เพราะปัญหาเดียวคือ #งมงาย โดยแท้
เมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่พบว่าทั้งชีวิตของตน
มีการตัดสินใจเชื่อคนเชื่อคดีความมาผิดๆถูกๆ
จึงขลาดกลัวต่อการตัดสินใจของตนเอง
พอมีเรื่องใหม่สิ่งใหม่ให้ตัดสินใจกันในวันนี้
ก็จะพากันปฏิเสธหรือวางเฉยเอาไว้ก่อน
เพื่อป้องกันตนเองไว้มิให้เสียท่าอีก
เมื่อเรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้
#ข่าวสารความรู้ใหม่ของพระบิดา
ที่ทรงสื่อผ่านเรามาประกาศให้โลกทราบ
จึงถูกปฏิเสธและเพิกเฉยจากคนเหล่านี้
เพราะมนุษย์มีนิสัยรับรู้สิ่งใดแล้ว
ขณะรับทราบรับฟังก็จะใช้จิตอีกกลุ่มหนึ่ง
ค้นหาความรู้นั้นจาก #ประสบการณ์เดิมของตน
คู่ขนานกันไปในขณะรับรู้อยู่
เพื่อจะได้ตัดสินใจว่า
1.ถ้าพบว่า #องค์ความรู้นั้น ตรงกับที่รู้อยู่
ตนก็จะไม่ปฏิเสธความรู้นั้น
แต่จะปฏิเสธที่จะรับรู้รับฟังความรู้นั้นต่อ
โดยจะบอกกับตัวเองว่า "ฉันรู้แล้ว"
ซึ่งการตัดสินความรู้ใหม่ลักษณะนี้
ก็มิได้ใช้สติปัญญาพิจารณาแต่อย่างใด
2.ถ้าพบว่า #องค์ความรู้นั้น ไม่ตรงกันกับที่รู้มา
ตนก็จะปฏิเสธความรู้ใหม่นั้นไปทันที
โดยจะสรุปว่า #เป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง
เหตุที่ตัดสินว่าความรู้ใหม่นั้นไม่ถูกต้อง
ก็เพราะมันไม่ตรงกันกับ "ความรู้เดิม" ที่ตนรู้อยู่
ซึ่งการตัดสินความรู้ใหม่ในลักษณะนี้
เป็นการตัดสินใจโดยใช้ #ครูเก่าความรู้เก่า
เพื่อตัดสิน "ครูใหม่กับความรู้ใหม่"
ในเส้นทางของผู้งมงายกับการเชื่อไม่เชื่อ
เพราะขาดการใช้ #สติปัญญา อีกนั่นเอง
3.ถ้าพบว่า "องค์ความรู้" นั้น
ตนไม่เคยรู้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน
มนุษย์ก็จะมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง
วิธีเลือกก็จะใช้อุปนิสัยของแต่ละคน
เป็นตัวกำหนดเลือก 1 ใน 3 ทางเลือกนั้น
กล่าวคือ
3.1 เลือกที่จะปฏิเสธด้วยการเพิกเฉย
ข่าวสารความรู้นั้นทันทีว่า ไม่จริง ไม่เชื่อ ไม่ใช่
โดยยึดถือประสบการณ์ตัวเองเป็นสำคัญ
นั่นคือเพราะตนเองไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน
ตนก็เลยไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริงจึงเพิกเฉย
ทั้งนี้เพราะยึดติด "อัตตา" ที่มีอยู่ในตน
3.2 เลือกที่จะปฏิเสธด้วยการออกมา
ต่อต้านข่าวสารความรู้ใหม่ที่ตนไม่เคยรู้
โดยคนพวกนี้นอกจากจะยึดติดอัตตาตัวกู
หรือมีอีโก้สูงๆกันแล้ว
ยังใช้เป็นโอกาสนำเสนอตนเองต่อสังคม
ด้วยการออกมาอวดปัญญาและภูมิรู้ที่แสร้งรู้
เพื่อต่อต้านโต้แย้งตะแบงความ
เพื่อที่จะบิดเบือนข่าวสารความรู้ใหม่
ให้สังคมที่งมงายเพราะพวกตนอยู่แล้ว
บังเกิดความลังเลสับสน
โดยให้หันมาเชื่อตนเองแทน
แล้วเพิกเฉยละเลยต่อความรู้ใหม่นั้นไป
ซึ่งคนพวกนี้มักจะใช้พลังขับเคลื่อนจาก
ความรู้เดิมของตน
ประสบการณ์เดิมของตน
ความเชื่อเก่าๆของตน
ครูคนเก่าๆของตน
ความคิดส่วนตัวของตน
สติปัญญาของตน
ความหลงตัวเองของตน
ความอยากเด่นอยากดังของตน
ฯลฯ
ในการต่อต้าน โต้แย้ง ตะแบงความ
แทนที่จะแนะนำสังคมให้ฉลาดใช้ปัญญา
เพื่อการพิจารณาข่าวสารความรู้ใหม่นั้น
แทนการตัดสินใจรับรู้แล้วเชื่อไม่เชื่อ
โดยมิได้ใช้ความคิดหลักการและเหตุผล
3.3 เลือกที่จะไม่เชื่อความรู้ใหม่นั้นทันที
เมื่อพบว่า "ผู้นำเสนอ" ความรู้ใหม่นั้น
เป็นคนหน้าแปลกที่ตนไม่รู้จักไม่คุ้นเคย
เป็นคนที่ตนเองรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถือ
เป็นคนที่ตนเองไม่ยอมรับด้วยจิตลบ
เป็นแหล่งข่าวที่ตนเองไม่รู้จัก
เป็นแหล่งข่าวที่ตนเองรู้จักแต่ไม่ศรัทธา
ซึ่งการปฏิเสธข่าวสารความรู้ใหม่แบบนี้
เป็นการใช้วิธีปฏิเสธความรู้ใหม่
เพราะไม่ยอมรับ "ผู้นำเสนอ" ความรู้ใหม่นั้น
ทั้งๆที่มันเป็นคนละเรื่องกัน
ขอให้ท่านทั้งหลาย
อ่านทบทวนบทเรียนสเตตัสนี้หลายๆรอบ
เพื่อค้นให้พบว่าท่านเอง
เป็นหนึ่งในแบบเหล่านี้บ้างหรือไม่
แต่เราขอยืนยันว่า
มรรควิถีจิตจักรวาลที่เราหมั่นนำเสนอนี้
กล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายทุกเรื่อง
แม้แต่เรื่องมหันตภัยในการชำระโลก
เราอาจกล่าวแต่น้อย กล่าวมานาน
และมิได้กล่าวย้ำบ่อยนัก
แต่เราขอยืนยันต่อท่านว่า
เป็นจริงทุกเรื่องไม่มีเปลี่ยนแปลง
ตราบกระทั่ง...ทุกวันนี้
O]O
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
8-03-2018