วันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Answer: ‎Anothai Bunjong​


#Answer: ‎Anothai Bunjong​

Q1.สิ่งที่ดำรงอยู่เดิม 
ก่อนที่จะมีสรรพสิ่งนั้นคือ 
1.สนามพลังงานสากล 
2.พระบิดา หรือ พระผู้สร้าง 
ที่เกิดขึ้นมาจากสนามพลังงานสากลนั้น 
ถูกต้องใช่ไหมค่ะ?

#Answer: ถูกต้องแล้ว

Q2.จะสามารถใช้ภาษาเรียก
รูปธรรมแรกที่อุบัติขึ้นมา
จากการกำหนดพระจิตของพระบิดา 
ซึ่งก็คือรูปธรรมที่มี 12 เหลี่ยมมุม
อีกรูปธรรมหนึ่งว่าสรรพสิ่งแรก
ถูกต้องไหมค่ะ?

#Answer: ถูกต้องแล้ว

Q3.หลังจากการเกิดรูปธรรม
ที่สร้างในข้อ 2 ขึ้นมา 
รูปธรรม 11 เหลี่ยมมุม 
ตลอดจนเอกภพอันไพศาลนี้ 
รวมทั้งสิ่งมากมาย 
ล้วนคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด 
จากผู้สร้าง

ดั้งนั้น 
ความจริงอันสูงส่งอาจมองได้ว่า 
มีด้านของพระผู้สร้างด้านนี้หนึ่ง 
และ อีกฟากหนึ่งคือด้านของสิ่งที่ถูกสร้าง 
อาจจะกล่าวว่าอย่างนี้ได้ไหมค่ะ?

#Answer: 
ระหว่างพระผู้สร้างกับสรรพสิ่งที่
พระองค์ทรงกำหนดสร้างขึ้นมาทั้งหมดนั้น
ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน
ท่านจะแยกมองเป็นคนละด้าน
ด้วยการคิดแบบจิตมนุษย์ไม่ได้

เช่น เรื่องของพ่อแม่ลูกกันนั้น
มันเป็นเรื่องของครอบครัวเดียวกัน
จะกล่าวจำแนกว่านี่เป็นเรื่องของแม่ 
นั่นเรื่องของพ่อโน่นเรื่องของลูกๆ
โดยมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ได้
เพราะมันเป็นเรื่องของครอบครัวต่างหาก

Q4.ถ้าสมมุติว่า
อาจกล่าวอย่างข้อ 3 ได้ ไม่ผิด 
ดังนั้น ความรู้ หรือ ภูมิปัญญา 
ในฝั่งของสิ่งที่ถูกสร้าง 
จึงอาจใช่ หรือ อาจไม่ใช่ 
จึงอาจถูก หรือ อาจจะผิด 
จึงอาจจะเที่ยงแท้ หรือ อาจจะไม่เที่ยงแท้ 
เพราะว่าอยู่ภายใต้คุณลักษณะของสิ่งที่ถูกสร้าง 
เพราะอย่างนี้ 
จึงมีผู้กล่าวธรรมะมากมาย
ที่อาจจะใช่ หรือ ไม่ใช่ 
อาจจะถูก หรือ ไม่ถูก

ถ้าองค์ความรู้นั้น หรือ ธรรมะที่กล่าวนั้น 
มาจากฟากฝั่งของผู้สร้าง 
สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นความรู้เหนือความรู้ 
เป็นภูมิปัญญาทึ่เป็นคนละเรื่องกัน
กับข้อ 3 อย่างชัดแจ้ง 

ดังนั้น 
ถ้าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นถูกต้อง 
ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่มนุษย์ตัวน้อยๆ 
จะแยกแยะได้ว่าทั้งสองสิ่งนั้น 
แตกต่างกันอย่างไร 

จะไม่ใช่เรื่องยากเลย 
ที่จะข้ามพ้นความใช่ หรือ ไม่ใช่ 
ความเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ 
หรือแม้กระทั่งเมื่อมนุษย์ต้องการ
คำตัดสินให้กับตนเอง 

....ท่าน อาจารย์ค่ะ ความเข้าใจ ทั้งหมดนี้ 
มุมมองที่มองแบบนี้พอจะสอดคล้อง 
กับความเป็นจริงบ้างไหมค่ะ?

#Answer:
เราได้ตอบไว้ในคำถามที่ 3 แล้วว่า
มนุษย์จะแยกตนเอง
รวมทั้งสรรพสิ่งทั้งปวงที่ถูกสร้าง
ออกจากพระผู้สร้างหรือพระบิดาไม่ได้

ดังนั้น
การจะใช้มุมมองจากด้านผู้ถูกสร้าง
เพ่งพินิจทุกสิ่งในด้านของตนเอง
และเพ่งพินิจมายังฝั่งของพระผู้สร้างนั้น
ท่านจะไม่มีวันเข้าถึงความจริงทุกจริงได้หรอก
ถ้ามนุษย์นั้นยังมิอาจเข้าถึง
พลังอำนาจสูงสุดทางปัญญาของสมองได้
ยังไม่อาจเข้าถึงการใช้ความฉลาดสูงสุดได้

เราเคยกล่าวต่อท่านทั้งหลายแล้วไงว่า
ถ้าท่านจะเข้าถึงการรู้แจ้ง
บนเส้นทางนิพพาน
ตามมรรควิถีจิตจักรวาลได้
ท่านจักต้องมีทักษะด้านการใช้ปัญญา
จากสมองสองซีกให้เป็นก่อน

โดยใช้สติปัญญาของสมองซีกซ้ายได้
ใช้ปัญญาญาณของสมองซีกขวาเป็น
ท่านจึงจะมองเห็นสัจธรรมแบบองค์รวม
ในแบบที่เราบุตรเอกแห่งพระบิดา
ได้อ่านโลกอ่านจักรวาลทุกซอกหลืบ
ให้พวกท่านฟังตลอดมากว่าสามสิบปีอยู่นี่ไง

ท่านทั้งหลายต้องรู้ว่า
ความรู้ในจักรวาลสากลล้วนเป็นหนึ่งเดียว
พระบิดาทรงเรียกว่า #อภิปรัชญา
ภาษาสากลเรียกว่า Pure-meta physics

นอกจากนั้น
ไม่มีใครในจักรวาลนี้
จะบังอาจแบ่งแยก
องค์ความรู้แบบองค์รวมของพระบิดาได้

มีแต่มนุษย์โลกที่งมงายและหลงตนเท่านั้น
ที่แบ่งแยกวิชชาแห่งจักรวาลออกจากกัน
เป็นเคมี ชีวะ ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ พลังจิต ฯลฯ

มีแต่มนุษย์โลกที่งมงายเท่านั้น
ที่มองชะตากรรมของตนเองและผู้อื่น
ไปตามที่พบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
โดยละทิ้งอดีตซึ่งเป็นตัวกำหนดปัจจุบัน
โดยใส่ใจแต่ปัจจุบันจนละทิ้งอนาคต

ดังนั้นมนุษย์โลกเสรีจึงต้องมีพระศาสดา
เพราะจิตตปัญญาของมนุษย์ป่วย
ป่วยจนไม่รู้ว่าองค์ความรู้ที่เป็นความจริง
พระศาสดาจึงต้องเข้ามาชี้ทางสว่างให้

แต่....สำหรับเราที่กลับมาอีกนี้
มาเพื่อจะบอกท่านหลายอย่าง
แต่หนึ่งในหลายๆอย่างนั้น
คือ เราต้องการจะบอกท่านทั้งหลายว่า

1.มีความรู้ที่ท่านอยากรู้อยู่จะบอกท่าน
2.มีความรู้ที่ท่านเคยรู้แต่รู้ไม่หมดจะบอกท่าน
3.มีความรู้ที่ท่านไม่รู้ว่าทำไมต้องรู้จะบอกท่าน
4.มีความรู้ที่ท่านยังไม่รู้ว่าท่านไม่รู้จะบอกท่าน

ในความรู้ที่เป็นจริงทั้งสี่ประการที่ว่านี้
ล้วนเร้นรวมอยู่ใน "องค์ธรรม 3"
ซึ่งท่านทั้งหลายเข้าถึงเองได้ยากมาก
คือ โลกียธรรม โลกุตรธรรม และอนุตรธรรม
ยังจะต้องพึ่งพาพระศาสดาช่วยชี้แนะให้
ตราบใดที่ท่านยังรู้แจ้งด้วยตนเองกันไม่ได้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-10-2017