วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Question การไม่ทานเนื้อสัตว์


ตอบคำถาม:

K.Nika


ท่านอาจารย์คะ 

ศิษย์รบกวนกราบเรียนถามได้ไหมเจ้าคะ 

ช่วงนี้ศิษย์ให้นมลูก 

แล้วถูกบังคับให้ทานเนื้อสัตว์

เพราะเขาเชื่อว่า

การทานเนื้อสัตว์นั้นมีประโยชน์ 


บอกว่ากลัวลูกขาดสารอาหาร 

รวมถึงคนรอบข้างที่รู้จักอีกมากมาย 

ก็บอกว่าให้นึกถึงลูกด้วย 

ให้เราทานไปก่อน 

พอเลิกให้นมลูกแล้ว 

ค่อยกลับมาทานมังสะก็ได้ 


ศิษย์ก็พยายามอธิบายให้เขา 

ก็ไม่มีใครเข้าใจ 

เพราะเขาเชื่อไม่เหมือนเรา 

จนบางครั้งก็กลายเป็นการเถียงกันไปอีก


เวลาทานข้าว

เขาจะคอยตักอาหารบังคับให้ทาน 

ศิษย์เลยจำใจต้องทาน

เพราะไม่อยากเถียงกับเขา 

บางครั้งก็แอบเอาไปทิ้ง 

แล้วโกหกว่าทานไปแล้ว 

หรือถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน 

เขาก็จะถามว่าทานข้าวกับอะไร 

ศิษย์ก็จะบอกว่าทานไก่ทานหมูอะไรไป 

ทั้งที่ไม่ได้ทาน กลายเป็นโกหกไปอีก 

ถ้าอย่างนี้แล้วศิษย์ควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ


#Question:

1. ศิษย์ควรยืนยันปณิธานว่า

จะนิพพานต่อเขาโดยไม่ยอมที่จะทาน

ตามที่เขาบังคับได้ไหมเจ้าคะ 


2.ถ้าไม่ทานตามที่เขาบังคับแล้ว

ทำให้เขาโกรธจนจิตเสียสมดุล 

จะเป็นการสร้างกรรมเพิ่มอีกไหมคะ


3.การโกหกของศิษย์นั้น

ก็เป็นบาปใช่ไหมเจ้าคะ


กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ


#Answer:

1.ในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันนี้

ยังหลงเชื่อว่าสารอาหารโปรตีนที่ดีที่สุด

สำหรับมนุษย์ต้องได้จากเนื้อสัตว์เท่านั้น

เพราะตกหลุมพรางการโฆษณาชวนเชื่อ

ของกลุ่มผู้มีอาชีพทำมาค้าขายสิ่งมีชีวิต

จนเกิดอาการเสพติดเลือดเนื้อของสัตว์


ทั้งๆที่ช้างม้าวัวควายแต่ละตัว

เป็นสัตว์ที่มีร่างกายกำยำล่ำสันบึกบึน

ซึ่งมีมวลรวมของเซลอวัยวะร่างกาย

ที่ต้องการสารอาหารโปรตีนเข้าไปเลี้ยงบำรุง

เป็นปริมาณสูงกว่าความต้องการของมนุษย์

มากมายหลายเท่านัก


แต่สัตว์ใหญ่เหล่านี้

ไม่มีตัวใดกินพวกเดียวกันเองเลย

คงกินแต่หญ้า ผลไม้และยอดไม้ใบไม้เท่านั้น

สัตว์ทุกตัวยังคงแข็งแรงมีอายุยืนยาว

สามารถออกแรงช่วยแบ่งภาระหนัก

ให้กับมนุษย์ได้อย่างสบายๆ

ขณะที่มนุษย์วันๆหนึ่งกินเนื้อสัตว์มากมาย

แต่กลับไม่แข็งแรงเท่าแถมขี้โรคอีกด้วย


ซึ่งความจริงที่จริงแท้เหล่านี้

มนุษย์ส่วนใหญ่พากันมองข้าม

เพราะถูกครอบงำด้วยแรงโฆษณา

ทั้งยังเชื่อติดต่อกันมายาวนาน

จนยากแก่การสร้างสติทางวิญญาณให้ฉุกคิด


นอกจากนั้นมนุษย์ส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า

ในพืชผักผลไม้ไม่มีสารอาหารโปรตีน

ทั้งๆที่พระบิดาพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง

ได้กำหนดให้พืชผักสีเขียวหลายชนิด

อุดมด้วยสารโปรตีนที่ร่างกายต้องการ

ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้เพราะไม่มีใครพูดถึง

บางคนก็รู้แต่ไม่ใสใจจะทานกัน

เพราะติดใจเนื้อสัตว์มากกว่ารสชาติผักหญ้า


พืชผักต่อไปนี้มีสารโปรตีนปริมาณสูง

ทานเป็นประจำวนเวียนกันไป

ร่างกายแข็งแรง ไม่ขี้โรค และอายุยืน

ไม่ต้องทานเนื้อสัตว์เลยก็ได้

จะฉลาด สมองดี ประหยัดทรัพย์อีกด้วย


1).ผักโขม มีสารโปรตีน 50%

2).ผักคะน้า มีสารโปรตีน 46%

3).บร็อคโคลี่ มีสารโปรตีน 45%

4).ดอกกะหล่ำ มีสารโปรตีน 42%

5).เห็ดต่างๆ มีสารโปรตีน 40%


6).แตงกวา/พริกหยวก/กะหล่ำปลีสีม่วง

มะเขือเทศ มีสารโปรตีน 20-24%


7).ถั่วงอก/ต้นอ่อนของเมล็ดธัญพืช

และเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ

มีสารโปรตีนเฉลี่ย 60% ขึ้นไป


2.การดื้อรั้นไม่ยอมตามใจพวกเขา

เท่ากับว่าเราเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขด้านลบ

จะเกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์

เพราะท่านจะคิดนิพพาน

ดุจดั่งการไปสวรรค์คนเดียวคงไม่ได้


เมื่อชวนทะเลาะเบาะแว้งกันก็เป็นบาป

ท่านจึงมีอยู่สองทางเลือกก็คือ

แนะนำให้เขารู้ว่ามีพืชผักอยู่ 7 ชนิด

ซึ่งอุดมด้วยโปรตีนที่ร่างกายต้องการ

ท่านจะขอทานแทนเนื้อสัตว์ได้มั้ย?


ถ้าพวกเขายอมไม่ได้

พระบิดาทรงอนุญาตให้ท่าน

เลือกใช้วิธีที่สองก็คือท่านยอมเสียเอง

โดยให้รับประทานอาหารเป็นเนื้อสัตว์

ตามความผิดบาปของพวกเขาได้

โดยมีเงื่อนไขว่า...


1).ท่านต้องไม่มีส่วนร่วมสั่งอาหาร

อันประกอบด้วยเลือดเนื้อสัตว์นั้นๆ

ทั้งโดยตรงโดยอ้อมโดยเด็ดขาด


2).ทานด้วยความมีสำนึกในผิดบาป

โดยสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ

สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ

ด้วยการขอโมฆะกรรมต่อพระบิดา

อย่าได้เกิดเป็นเวรกรรมต่อพี่ๆน้องๆเลย

ขอพระองค์ทรงโปรดละเว้นโทษให้ท่าน


3).อุทิศส่วนบุญกุศลที่ท่านกระทำดี

แบ่งปันให้แก่พี่ๆน้องๆที่ถูกเบียดเบียน

ในทุกครั้งที่ท่านกระทำดีนั้นอยู่เนืองๆ

เพื่อใช้พลังรักช่วยลดทอนพลังลบ

จากจิตที่เจ็บปวดเจ็บแค้นของพวกเขา

ให้บรรเทาทุกข์ผ่อนคลายลงไป


3.ท่านถามเราว่า

ถ้าไม่ยอมทานเนื้อสัตว์ตามเขา

จะทำให้เขาโกรธจนเสียสมดุลไป

จะเป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มอีกหรือไม่


คำตอบเดียวคือ

เป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มขึ้นแน่ๆ

สองทางเลือกที่เราแนะนำไว้ข้างต้น

ให้ท่านเลือกนำไปใช้ปฏิบัติดูเถิด

ในยุคที่โลกเสรีนี้ยังมีผู้คนมากมาย

ที่เต็มไปด้วยความโง่ ความงมงาย

และดุร้ายจากการใช้อำนาจเหนือนี้

มันมีทางออกเหลือเพียงเท่านี้เอง


4.ท่านถามเราว่า

การโกหกว่าทานทั้งที่มิได้ทาน

จะเป็นการผิดบาปใช่หรือไม่


คำตอบคือ

เป็นการผิดบาปอย่างที่ท่านสำนึกจริงๆ

เพราะการพูดออกมาไม่ตรงกับที่รู้อยู่

การกล่าวออกมาไม่ตรงกับที่คิดอยู่

การพูดในสิ่งที่ตนรู้ไม่จริง

มันล้วนเป็นความผิดบาปอย่างยิ่ง


บาปตรงที่ทำให้คนอื่นรู้ผิดเข้าใจผิด

บาปตรงที่จิตหยาบ

หลอกจิตวิญญาณของตนเอง


เราจะขอกล่าวความจริงให้รู้ว่า

ท่านทั้งหลายสามารถกล่าวไม่จริงได้

เพียงแค่กรณีเดียวเท่านั้นในการเป็นมนุษย์

นั่นคือกล่าวไม่จริงเพื่อรักษาชีวิตตนเองไว้

แต่มิใช่กล่าวไม่จริงเพื่อ "เอาตัวรอด"


เนื่องจาก "การเอาตัวรอด"

กับ "การเอาชีวิตรอด" มันไม่เหมือนกัน


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

1-8-2017