วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

เส้นทางแห่งสุญญตา

#สนทนาประสาจิตจักรวาล


พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า


ความหมายของคำว่า #สุญญตา

ตามมรรควิถีแห่งจิตจักรวาลก็คือ


1.คำว่า "สุญญตา"

มาจากคำว่า "สุญญ" ประสมกับคำว่า "ตา"


2.คำว่า "สุญญ" หรือ ศูนย์

หมายถึง ความไม่มีอยู่ หรือ ความว่าง


3.คำว่า "ตา" หมายถึง

กลไกอวัยวะเพื่อการสัมผัสรู้ดูเห็นสรรพสิ่ง

ของเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์

อันประกอบด้วย


ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิต

ที่เรียกว่า "อายตนะทั้ง 6" นั่นเอง


4.ดังนั้น

คำว่า #สุญญตา โดยรวมแล้ว

จึงหมายถึง การว่างไปจากอายตนะทั้งหก


6.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก

หมายถึง มี "ตา" แต่เหมือนไม่มี


นั่นคือ 

มีตาที่สามารถรับรู้ดูเห็นได้เป็นปกติ

มิได้เป็นผู้มีดวงตาพิการแต่อย่างใด


มีตาไว้เห็นเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป

จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา

เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่เห็นนั้น

มาเป็นเงื่อนไข


การที่ "ตา" มองเห็นสิ่งใด

แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้

คือความหมายของคำว่า #สุญญตา


7.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก

หมายถึง มี "หู" แต่เหมือนไม่มี


นั่นคือ 

มีหูที่สามารถรับรู้รับฟังได้เป็นปกติดีอยู่

มิได้เป็นผู้มีหูพิการแต่อย่างใด


มีหูไว้ฟังเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป

จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา

เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่รับฟังนั้น

มาเป็นเงื่อนไข


การที่ "หู" ได้ยินได้ฟังสิ่งใด

แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตที่สงบได้

คือความหมายของคำว่า #สุญญตา


8.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก

หมายถึง มี "ลิ้น" แต่เหมือนไม่มี


นั่นคือ 

มีลิ้นที่สามารถรับรู้รับรสได้เป็นปกติดีอยู่

มิได้เป็นผู้มีลิ้นพิการแต่อย่างใด


มีลิ้นไว้ลิ้มรสเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป

จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา

เพราะไม่หยิบเอารสชาติที่รับรู้นั้น

มาเป็นเงื่อนไข


การที่ "ลิ้น" รับรู้รสชาติ

แล้วรู้ว่าเป็นรสชาติอะไรด้วยจิตสงบได้

คือความหมายของคำว่า #สุญญตา


9.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก

หมายถึง มี "จมูก" แต่เหมือนไม่มี


นั่นคือ 

มีจมูกที่สามารถรับรู้กลิ่นได้เป็นปกติดีอยู่

มิได้เป็นผู้มีจมูกพิการแต่อย่างใด


มีจมูกไว้ดมเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป

จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา

เพราะไม่หยิบเอากลิ่นที่รับรู้นั้น

มาเป็นเงื่อนไข


การที่ "จมูก" ได้รับสัมผัสรู้กลิ่นใด

แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้

คือความหมายของคำว่า #สุญญตา


10.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก

หมายถึง มี "ผิวกาย" แต่เหมือนไม่มี


นั่นคือ 

มีผิวกายที่สามารถรับรู้ได้เป็นปกติดีอยู่

มิได้เป็นผู้มีผิวกายพิการแต่อย่างใด


มีผิวกายอยู่เพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป

จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา

เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่ผิวกายรับรู้นั้น

มาเป็นเงื่อนไข


การที่ "ผิวกาย" ได้สัมผัสกับสิ่งใด

แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้

คือความหมายของคำว่า #สุญญตา


11.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก

หมายถึง มี "จิต" แต่เหมือนไม่มี


นั่นคือ 

มีจิตที่สามารถนึกคิดได้เป็นปกติดีอยู่

มิได้เป็นผู้มีจิตพิการแต่อย่างใด


มีจิตไว้นึกคิดเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

โดยที่จิตเองมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป

จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา

เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่จิตนึกคิดได้นั้น

มาเป็นเงื่อนไข


การที่ "จิต" นึกคิดสิ่งใดขึ้นมาได้

แล้วเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้

คือความหมายของคำว่า #สุญญตา


12.พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

การมีกลไกอายตนะทั้ง 6 เป็นสุญญตา

จึงหมายถึง


การมีและใช้อายตนะของท่าน

ในการสัมผัสรับรู้ทุกสรรพสิ่งเพื่อเรียนรู้

โดยเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น

อย่าให้มีการ #รับรู้แล้วรับเอา เด็ดขาด


หากมีการรับเอาของจิตเกิดขึ้นเมื่อใด

สภาวะจิตเดิมแท้ที่สงบสมดุลอยู่

ก็จะเกิดอาการเสียสมดุลไปทันที

จิตของท่านจะทำการหมุน "กรรมจักร"

แทน "ธรรมจักร" ไปในบัดดล


การรับรู้แล้วรับเอาในที่นี้

เราหมายถึงจิตรับรู้แล้วเกิดการปรุงแต่ง

เป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดต้องการต่างๆนานา

ทำให้สภาวะจิตตกต่ำหม่นมัว

จนไม่อาจเข้าถึงพลังแห่งรักบริสุทธิ์ได้

จนไม่อาจเข้าถึงพลังอำนาจแห่งปัญญาได้


13.ถ้าท่านไม่สามารถเข้าถึง

พลังอำนาจแห่งรักบริสุทธิ์

กับพลังอำนาจสูงสุดแห่งปัญญาได้

ท่านก็มิอาจสอบผ่านบททดสอบจิตสำนึก

ทั้งยากและง่ายในชีวิตประจำวันได้

ท่านก็จะเป็นคนพ้นกรรมไม่ได้


#การเป็นคนพ้นกรรม หมายถึง

ก่อกรรมใดๆแล้วไม่เกิดผลกรรมขึ้นใหม่

เช่น ทำความดีแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน

และไม่กระทำการก้าวล่วงผู้อื่น เป็นต้น


14.ท่านทุกคนสามารถปฏิบัติบำเพ็ญ

จนเข้าถึงสภาวะสุญญตาได้อย่างสิ้นเชิง

ตามวิถีแห่งจิตจักรวาลในชีวิตประจำวัน

อันเป็นการปฏิบัติตนไปตามธรรมชาติ

โดยไม่ต้องข่มจิต ข่มใจ

โดยไม่ต้องทรมานเครื่องยนต์แห่งกรรม

ซึ่งสามารถสำเร็จผลได้ในชาตินี้


แต่ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า

ถ้าท่านเป็นฆราวาสประพฤติธรรม

สภาวะสุญญตาจะสำเร็จผลมิได้

ถ้าท่านยังใช้วิธี #ลี้เข้าป่า #ปลีกวิเวก


หลบไปหามุมสงบอยู่คนเดียว

โดยทอดทิ้งสังคมไป

เพราะเข้าใจว่า "สุญญตา" หมายถึง


การนั่งหลับตาอยู่คนเดียวไม่เห็นอะไร

จะได้ไม่มีอะไรให้ปรุงแต่ง


การนั่งปิดหูเพราะอยู่คนเดียวไม่มีเสียงใคร

จะได้ไม่มีอะไรให้ปรุงแต่ง


การนั่งปิดปากเพราะอยู่คนเดียว

จะได้ไม่พูดกับใครให้มีอะไรต้องปรุงแต่ง


การจำกัดเก็บกดรสอาหารบนปลายลิ้น

เพื่อสร้างความคุ้นชินชาเฉย

มิให้เกิดการปรุงแต่ง


การกินอยู่หลับนอนคนเดียว

จะได้ไม่ต้องสัมผัสกลิ่นและกาย

ให้มีอะไรต้องปรุงแต่ง


จงปฏิบัติบำเพ็ญท่ามกลางฝูงชน

จงปฏิบัติตนไปตามธรรมชาติ

จงฉลาดดำเนินชีวิต

จงเข้าถึงพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตและปัญญา

จงอย่าหนีเข้าป่าหมายไปสวรรค์คนเดียว


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

24-09-2017

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

สนทนาประสาจิตจักรวาล



#สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

1.คำว่า #สมาธิ นั้นสำหรับพระนักบวช
เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องหมั่นฝึกฝน
เพราะจิตที่เป็นสมาธิเท่านั้น
ที่มันจะช่วยให้พระหรือนักบวช
สามารถจดจ่ออยู่กับปฏิบัติการฝึกจิต
ในระดับต้น คือ #สมถะกรรมฐาน
อย่างต่อเนื่องยาวนานได้

2.นอกจากนั้นพระหรือนักบวช
ยังต้องอาศัยจิตที่สงบเป็นสมาธิอีกเช่นกัน
เพื่อปฏิบัติการทางเท็คนิกในระดับปลาย
คือ #วิปัสสนากรรมฐาน
อย่างต่อเนื่องยาวนานได้

3.การปฏิบัติสมถะกรรมฐานของพระนักบวช
เป็นการฝึกฝนพัฒนาจิตให้มีพลังอำนาจ
ในระดับที่สามารถควบคุมจิตตนเองได้
ถ้าสามารถควบคุมมันได้มากเท่าไหร่
ก็จะมีพลังอำนาจทางจิตสูงมากเท่านั้น
ระดับพลังอำนาจของจิตเรียกว่า #ฌาน

พระนักบวชจะใช้อำนาจพลังจิตที่ฝึกได้นี้
ไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการทางปัญญา
เพื่อการขบคิดด้วยกลไกสมองต่อไป
ถ้าหากจิตไร้พลังคือไม่เป็นสมถะ
พระก็เข้าถึงพลังอำนาจทางปัญญาไม่ได้

ดังนั้น
ผู้ที่สามารถเข้าถึงระดับ "ฌาน" สูงได้
จึงจะเข้าถึงระดับพลังอำนาจทางปัญญาได้
โดยระดับพลังอำนาจทางปัญญา
อันเกิดจากการฝึกทักษะทางเท็คนิก
ที่เรียกว่า "วิปัสนากรรมฐาน" นั้น
เรียกขานกันว่า #ญาณ  นั่นเอง

4.การปฏิบัติกรรมฐานสมาธิทั้ง 2 ระดับ
เป็นเพียงปฏิบัติการทางเท็คนิก
เพื่อให้เข้าถึงอำนาจทางจิตตปัญญาได้เท่านั้น
เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะเข้าถึงได้
เนื่องจากพระนักบวชทั้งหลายปลีกวิเวก
ครองสมถะอยู่กับตนเองแต่เพียงลำพัง
ทำให้การยกระดับจิตกับปัญญาของพระ
จึงต้องฝึกฝนกันด้วยตนเอง

การฝึกฝนด้วยตนเองแต่เพียงลำพังนี่แหละ
เป็นที่มาของคำว่า #กรรมฐาน

แต่สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือนนั้น
การพัฒนาความเข้มแข็งของจิต
กับการยกระดับความฉลาดทางปัญญานั้น
ไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาผ่านกรรมฐานเลย
เพราะมีเพื่อนมนุษย์แวดล้อมในสังคม
จะเรียงรายกันมาหยิบยื่นเงื่อนไขหลากหลาย
ให้แต่ละคนได้เผชิญได้ฝึกฝนกันทุกวัน

ด้วยการสร้างปัญหาทางอารมณ์ให้
เพื่อให้ฝึกฝนการใช้ความอดทน
อดกลั้น และการให้อภัย
ฝึกฝนจิตใจให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา
จนถึงขั้นเป็นอุเบกขาต่อสิ่งเร้าทั้งปวงเลย

ด้วยการหยิบยื่นปัญหาน้อยใหญ่มาให้
เพื่อให้ท่านได้สั่นสะเทือนทางปัญญา
เพื่อการคิดพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหานั้นๆ
ให้สำเร็จลุล่วง

บททดสอบจิตกับปัญญาจากปัญหารายวัน
เป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
ในการพัฒนาจิตตปัญญาของพวกท่านแต่ละคน

คนที่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา
คนที่ไม่เกลียดกลัวปัญหา
คนที่ไม่ใช้อารมณ์นำปัญญา

จะเป็นผู้ที่ประสบความก้าวหน้า
ในการพัฒนาจิตปัญญาได้อย่างดียิ่ง

เพียงแค่เป็นคนเอาสังคม
เพียงแค่ไม่เป็นคนชอบโดดเดี่ยว
ปฏิบัติการทางเท็คนิกแบบพระนักบวชใช้
ฆราวาสก็ไม่จำเป็นต้องหยิบยืมมาใช้เลย
เพราะท่านสามารถใช้วิธีธรรมชาติ
ยกระดับพลังจิตฟิตพลังปัญญาของสมอง
ด้วยการลืมตาทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
ก็ถึงเป้าหมายกันได้แล้ว

5.การปฏิบัติกรรมฐานสมาธิเลียนแบบพระ
สำหรับหมู่ฆราวาสทั้งหลายนั้น
มีประโยชน์ที่จะปฏิบัติอยู่อย่างหนึ่งก็คือ
เป็นวิธีที่จะช่วยให้จิตมนุษย์ของท่าน
มันได้พักผ่อนเสียบ้างเมื่ออ่อนล้ามากแล้ว

6.ที่ท่านทั้งหลายเห็นว่า
มีแต่พระนักบวชเท่านั้นที่เน้นกรรมฐานสมาธิ
โดยในศาสนาอื่นไม่มีการสอนจริงจังนั้น

เราขอกล่าวความจริงให้รู้ว่า
ศาสนาอื่นศาสดาพระองค์อื่นๆนั้น
ทรงแนะเน้นให้มนุษย์ทั้งหลาย
ไม่แยกตนเองออกจากสังคม
หรือไม่ปลีกวิเวกเพื่อถือสันโดด
โดยให้ปฏิบัติธรรมกันในชีวิตประจำวัน

ทุกท่านจึงสามารถฝึกทักษะด้านจิตปัญญา
โดยอาศัยการผลัดกันยื่นบททดสอบ
ผลัดกันมอบบทเรียนโลกให้แก่กันและกัน
ในทุกชีวิตประจำวันตามกาลโอกาสได้
โดยไม่จำเป็นต้องกระทำที่ตนเอง
ด้วยการฝึกคิดเอง ถามเอง ตอบเอง
เพื่อให้ฉลาดขึ้นในแบบ "กรรมฐาน"
แต่อย่างใดต่างหากล่ะ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
21-09-2017

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

กราบสาธุการ องค์จิตจักรวาล


กราบสาธุการ องค์จิตจักรวาล
พระองค์ผู้ทรงบัญชาให้เรากลับมา
ทำหน้าที่ตามสัญญาที่ให้แก่ท่านทั้งหลายไว้

เพื่อกลับมาช่วยเหลือพวกท่าน
ที่ต้องการความช่วยเหลือ
ให้สำเร็จผลบริบูรณ์ทุกประการ
โดยเฉพาะการหลุดพ้นและความรอด

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
18-9-2017

วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

จงอย่าเข้าไปแบกรับกรรมแทน



#คอบคำถาม คุณ‎ ปัณณภัสร์ ภ.พ.‎

ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า
แบบไหนคือการแทรกแซงกรรมของผู้อื่น
และแบบไหนที่ไม่ใช่....

กราบขอบพระคุณค่ะ

Answer:
*********
1.มนุษย์แต่ละคนล้วนมีกรรมเป็นของตนเอง
คำว่า "กรรม" ในที่นี้หมายถึง การกระทำ
ที่ก่อให้เกิดผลกรรมซึ่งเป็นผลของการกระทำ
ดังกล่าวนั้นขึ้นมา

2.ผลกรรมอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์
จะเกิดขึ้นทั้งสองมิติในทุกการกระทำเสมอ
ผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติโลกทางกายภาพ
เช่น ถ้าทำร้ายเขาทำให้เขาเจ็บปวดเจ็บแค้น
ผลกรรมที่เกิดก็คือจะถูกเขาตอบโต้แก้แค้น
ด้วยการทำร้ายกลับคืนมาเช่นเดียวกัน

ขณะที่กรรมเดียวกันนั้น
ยังก่อให้เกิดผลกรรมในอีกมิติหนึ่งด้วย
ซึ่งเป็นมิติคู่ขนานกับมิติโลกทางกายภาพ
โดยที่สองตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็น
นั่นคือ ผลกรรมในมิติของจิตวิญญาณ
ซึ่งอยู่ในรูปของพลังงานนั่นเอง

3.ผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติทางพลังงาน
ด้านของจิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ของมนุษย์
จะถูกบันทึกไว้ที่จิตใต้สำนึกของคนๆนั้น
ในรูปของ #บุรพกรรมแม่เหล็ก
ซึ่งเป็นอนุภาคประจุไฟฟ้าทั้งบวกและลบ

โดยพระพุทธองค์ทรงเรียก "ผลกรรม"
ที่เกิดขึ้นมานี้ว่า #วิบากกรรม นั่นเอง

ถ้าเป็นกรรมดีก็จะเกิดเป็นอนุภาคประจุบวก
ถ้าเป็นกรรมชั่วก็จะเกิดเป็นอนุภาคประจุลบ

4.ถ้ามนุษย์ก่อกรรมใดๆไว้ในภพชาตินี้
ก็จักต้องเจอวิบากกรรมนี้ในชาติหน้า
โดยจักต้องพบเจอเรื่องราว เหตุการณ์
หรือสถานการณ์ต่างๆพร้อมตัวตนบุคคล
ที่เกี่ยวข้องกับรหัสบุรพกรรมในอดีตทุกคน
อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งหมด

ที่ต้องกลับมาพบกันอีกในชาติใหม่
ก็เพื่อเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบเดิมอีก
#โดยมีตนเองกับคนทุกคนที่เกี่ยวข้อง
#ต้องมาร่วมกันสร้างสถานการณ์เดิมๆนั้น

เพื่อให้แต่ละคนแต่ละฝ่ายได้รับโอกาส
ที่จะตัดสินใจครั้งใหม่เสียให้ถูกต้อง
เมื่อได้เผชิญเงื่อนไขเดิม
ที่ต่างเคยกระทำต่อกันไว้
ถ้าใครตัดสินใจด้วยจิตสามนึกที่ถูกต้อง
กรรมที่ก่อผิดบาปนั้นไว้ก็จะเป็นโมฆะ
บุรพกรรมแม่เหล็กดังกล่าวนั้น
ก็จะเกิดความเป็นกลางทางไฟฟ้า
คือไร้คุณสมบัติแห่งกรรมทันที

5.ถ้าใครเป็นคู่กรรมกับใคร
คนทั้งคู่ที่เกี่ยวกรรมร่วมกันมา
ต่างจะต้องทำหน้าที่ของตนต่อกัน
ให้ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
เพื่อจะผ่าน "บททดสอบ" นั้นๆไป

แน่นอนว่า
การกระทำที่ดีที่สุดต่อกันก็คือ

ต้องรักให้ได้แม้เขาจะทำตัวไม่น่ารัก
ต้องให้อภัยเขาให้ได้แม้เขาไม่น่าให้อภัย
ทั้งยังต้องคิดตัดสินใจกระทำตอบให้ถูกต้อง
ด้วยการใช้ปัญญาของสมองให้ได้อีกด้วย
ในลักษณะของการ #ก่อการดี
แม้ว่าเขาคนนั้นจะทำไม่ดีต่อท่านก็ตาม

6.ถ้าในกระบวนการแห่งกรรมของเขา
กำลังดำเนินอยู่โดยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เป็นผู้ที่กำลังถูกทดสอบด้วยบททดสอบ
ซึ่งกำลังถูกกระทำที่ไม่ถูกต้องไม่ดีงามอยู่
ปรากฏว่ามี "บุคคลที่สาม" เข้ามาพบเห็น
โดยอาจเป็นเพื่อนหรือญาติพี่น้อง
จึงยื่นมือที่สามเข้าไป #แทรกแซง
เพื่อเข้าไปช่วยเหลือหนึ่งในสองคนนั้น

ถ้าเข้าช่วยคนที่เป็นฝ่ายกระทำไม่ถูกต้อง
โดยรุมกระทำซ้ำเติมฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำ
ซึ่งมิใช่หน้าที่หรือกงการอะไรของตนเลย
มันก็จะยังผลให้ผู้ที่ถูกรุมกระทำซ้ำเติม
เสียสมดุลทางอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ต่อมือที่สามซึ่งเข้าไปแทรกแซงนั้นทันที

ถ้าฝ่ายผู้กระทำเกิดความรู้สึกยินดี
ที่มีมือที่สามคนนั้นเข้าแทรกแซงช่วยตน
รุมกระทำมิดีมิร้ายต่อคู่กรณีของตนนั้น
แทนที่จะรู้สึกเสียใจไม่ยินดีด้วย
หรือห้ามปรามไว้มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยว
มือที่สามผู้ที่เข้าไปแทรกแซง
ก็ได้เข้าไปเกี่ยวกรรมเป็นตัวละครร่วม
กับคู่กรณีทั้งสองโดยไม่รู้ตัวเรียบร้อยแล้ว

7.ถ้าในกระบวนการแห่งกรรมของเขา
กำลังดำเนินอยู่โดยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เป็นผู้ที่กำลังถูกทดสอบด้วยบททดสอบ
ซึ่งกำลังถูกกระทำที่ไม่ถูกต้องไม่ดีงามอยู่
ปรากฏว่ามี "บุคคลที่สาม" เข้ามาพบเห็น
โดยอาจเป็นเพื่อนหรือญาติพี่น้อง
จึงยื่นมือที่สามเข้าไป #แทรกแซง
เพื่อเข้าไปช่วยเหลือหนึ่งในสองคนนั้น

ถ้าเข้าช่วยเหลือคนที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ
เพราะรู้สึกเดือดร้อนเจ็บแค้นแทน
เนื่องจากทนเห็นคนที่ตนรัก
ถูกรังแกหรือทำร้ายนั้นไม่ได้
จึงก่อการร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพื่อต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้าน ผู้กระทำ
แทนคนที่ถูกกระทำซึ่งเป็นคนที่ตนรัก

มันย่อมยังผลให้ฝ่ายที่กระทำไม่ดี
เกิดการเสียสมดุลทางอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ต่อมือที่สามผู้ที่เข้าไปแทรกแซงเขา
ด้วยการก่อการร้ายต่อเขาด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น
ผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกรณีกรรมของผู้อื่น
โดยขาดสติ มีการเลือกข้างและมิใช่หน้าที่
ล้วนเป็นการ #แทรกแซงร่วมกรรม ทั้งสิ้น

8.ดังนั้น
การเข้าช่วยเหลือใครก็ตามที่ท่านเห็นว่า
เขากำลังตกทุกข์ได้ยากหรือมีปัญหา
ก็ต้องฉลาดช่วยเหลือและต้องใช้ปัญญาด้วย

หนึ่ง- จงอย่าเข้าไปแบกรับกรรมแทน
สอง- จงอย่าเข้าไปต่อสู้แก้แค้นแทน
สาม- จงอย่าเข้าไปคิดตัดสินใจแทน

พฤติกรรม 3 ประการนี้แหละ
คือ การ "แทรกแซงกรรม" ของผู้อื่น
ที่มันจะทำให้จิตวิญญาณตนเองเดือดร้อน
ต้องพลอยเกี่ยวกรรมร่วมกับคนอื่นเขา
โดยไม่จำเป็นอะไรเลย

จงหยุดพฤติกรรมเหล่านี้เสีย
อย่าเที่ยว "เจือก หรือ เผือก" โดยไร้สติเลย
มุ่งนิพพานรีบกลับบ้านทางจิตวิญญาณ
ไปกราบพระบาทพระบิดาที่ทรงรออยู่
ภายในภพชาตินี้ก่อนปิดยุคจะดีกว่า

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-09-2017

สนทนาประสาจิตจักรวาล


#สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

1.มนุษย์โลกเป็นประชากรของพระบิดา
ที่ขันอาสาข้ามมิติมาเกิดเป็นมนุษย์
เพื่อทำหน้าที่สำคัญตามพันธะสัญญา  6
บนดาวเคราะห์โลกเสรีดวงนี้
โดยมีกำหนดเวลายุคละ 6 หมื่นปีโลก
เมื่อครบกำหนดสิ้นยุคแล้ว
จิตวิญญาณของทุกท่านต้องกลับคืน
สู่บ้านเกิดที่ตนจากมาในสภาวะนิพพาน
ด้วยการหลุดพ้นออกไปจากเอกภพให้ได้

2.พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ได้ทรงมีพระบัญชาให้เราเข้ามายังโลก
เพื่อทำหน้าที่ในบริบทของการเป็นมนุษย์
มากล่าวพระโอวาทในพระนามพระบิดา
ต่อประชากรของพระองค์บนโลกเสรีนี้
รวม 2 ครั้งคราในอดีตกาลที่ผ่านมาแล้ว

3.ประชากรของพระบิดาบนโลกเสรี
ผู้ที่เคยเฝ้าติดตามคำกล่าวพระโอวาท
อย่างใกล้ชิดและก้าวตามเราตลอดมา
แต่ยังไม่สามารถคืนกลับสู่พระบิดาได้
เปรียบเป็นดั่งแกะที่หลงฝูงหลงทาง

พระบิดาจึงทรงมีพระบัญชา
ให้เรากลับมากู่ร้องเรียกหาแกะของเรา
หากแกะตัวใดจำเสียงเจ้าของได้
ก็ให้รีบเร่งกลับมาหาเจ้าของแกะโดยพลัน
เพื่อก้าวตามเรากลับเข้าคอกคือกลับบ้าน
ก่อนปฏิบัติการชำระโลกครั้งที่สี่
เพื่อการปิดยุคพลังงานเก่าคาบสุดท้าย
ที่จะมาถึงในอีกมิช้านาน
เพราะเราต้องการช่วยแกะของเราให้รอด

4.ประชากรของพระบิดาบนโลกเสรีนี้
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่มิเคยมีโอกาส
ได้รับรู้เรียนรู้และเฝ้าฟังพระโอวาท
ที่พระบิดาทรงสื่อถ่ายทอดผ่านมาทางเรา
เนื่องจากดาวโลกเสรีนี้กว้างไพศาลมาก

ต่อแต่นี้ไปประชากรบนโลกกลุ่มนี้
ก็จักต้องนำพาจิตวิญญาณของตนผจญภัย
ในปฏิบัติการชำระโลกรูปแบบต่างๆ
ที่ประดาช่างเท็คนิกแห่งจักรวาลแห่งเรา
จะเข้าปฏิบัติการในรูปภัยพิบัติต่างๆ
เพื่อจัดองค์กรโลกเสรีกันใหม่
ให้มีความสมดุลในระดับสูงกว่าเดิม
ทั้งในมิติทางกายภาพและพลังงาน
มนุษย์ที่รอดกับดาวโลกเสรีดวงนี้
จะมีพลังอำนาจสูงกว่าเดิม 2 เท่า

5.แน่นอนว่าภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น
เพื่อการชำระล้างโลกในทุกมิตินั้น
สิ่งหนึ่งที่จะถูกหยิบมาใช้เพื่อล้างสกปรก
เพื่อลดความร้อนแรง และเพื่อดับไฟ
คือ มวลน้ำจำนวนมากมายมหาศาล
ที่จอมทัพแห่งมหาพายุหมุนแต่ละรูปธรรม
จะพาเหรดกันนำพาจากมหาสมุทร
รุดเข้าโจมตีแผ่นดินโลก
อย่างรุนแรงและโชกโชน

จะยังผลให้แผ่นดินโลกส่วนใหญ่
เกิดภาวะอุทกภัยโดยน้ำท่วมไปทั่ว
เกาะน้อยใหญ่และแผ่นดินติดทะเล-แม่น้ำ
จะหายไปจากแผนที่เป็นจำนวนมาก

ประชากรของพระบิดา
แม้ว่าจะหายใจด้วยปอด
แต่จะต้องตกระกำลำบากจมอยู่ในน้ำ
เพราะไม่รู้ว่าจะอพยพหลบไป
เพื่อพึ่งพาแผ่นดินที่เหลืออยู่ได้ที่ไหน
เพราะดาวโลกทั้งใบเต็มไปด้วยแผ่นน้ำ

ด้วยเหตุนี้เอง
มนุษย์ทั้งหลายจึงมีสภาพดั่งฝูงปลา
ที่คืนวันต้องเกิดอาการทุรนทุราย
ไม่สามารถใช้ชีวิตในน้ำอย่างปกติสุขได้
ซึ่งประชากรพระบิดาส่วนใหญ่
จะเป็นฝูงปลามากกว่าฝูงแกะเสียอีก

6.ประชากรกลุ่มใหญ่บนโลกเสรีนี้
จึงเป็นฝูงปลาที่เราได้รับพระบัญชา
ให้เข้ามาช่วยเหลือให้รอดด้วยเช่นกัน

หน้าที่เราคือช่วยพระบิดา
ทำการคัดปลาที่ดีและมีอนาคตไว้
เพื่อช่วยให้ได้รับความรอด
ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
จนกว่าหมดเวลาและประตูโอกาสจะถูกปิด

ปลาที่ไร้สำนึกในคุณค่าแห่งการเป็นมนุษย์
ปลาที่ไร้ปณิธานแห่งนิพพาน
ปลาที่ไร้การถ่อมตนและถ่อมใจ
ปลาที่ไร้พลังอำนาจทางวิญญาณ
ปลาที่ไร้สัจจะเพราะจดจำพระบิดาไม่ได้
จักเป็นปลาตัวที่ต้องถูกคัดทิ้งเอาไว้ในน้ำ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-09-2017

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

นิพพาน คือ การหลุดพ้นของจิตวิญญาณ



#สนทนาประสาจิตจักรวาล

พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

#นิพพาน คือ การหลุดพ้นของจิตวิญญาณ
เมื่อได้ละทิ้งกายสังขารทันทีที่จบสิ้นอายุขัย
โดยสามารถเดินทางข้ามมิติออกไป
จากระบบโลกและเอกภพซึ่งเป็นระบบใหญ่ได้

การที่จิตวิญญาณรูปธรรมใดก็ตาม
จะสามารถหลุดพ้นออกไปได้นั้น
จักต้องมีน้ำหนักมวลไม่เกิน 30 มิลลิกรัม
ซึ่งเป็นน้ำหนักเท่ากันกับตอนที่ข้ามมิติเข้ามา
สู่การเกิดเป็นมนุษย์ในระบบโลกเสรีนี้เท่านั้น

เพราะถ้ามีน้ำหนักมวลมากกว่านี้
ก็จะถูกโลกและเอกภพดึงดูดเหนี่ยวรั้งไว้
จนไม่สามารถเดินทางเคลื่อนที่ออกไปได้
ท่านเห็นหรือไม่ว่าขนาดเบาเท่าปุยเมฆ
ก็ยังมิอาจหลุดลอยออกไป
จากบรรยากาศโลกได้เลย
เมฆยังลอยค้างฟ้าให้ท่านเห็นอยู่ทั่วไป

ด้วยเหตุนี้เอง
เมื่อเดินทางข้ามมิติออกไปไม่ได้
จิตวิญญาณของท่านจึงต้องกลับมาเกิดใหม่
เพื่อมาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกเสรีนี้อีก
ซึ่งจักต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่อย่างนั้น
จนกว่าท่านจะนำพาจิตวิญญาณออกไปได้

การเวี่ยนตายเวียนเกิดเช่นนี้เอง
ที่พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า #การมีสังสารวัฏ

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
จิตวิญญาณของท่านมีน้ำหนักตัวเกินพิกัด
เป็นเพราะเหตุว่าท่านก่อกรรมเอาไว้มาก
ซึ่งกรรมที่ท่านก่อขึ้นเมื่อตอนที่เป็นมนุษย์นั้น
มันจะเกิด #ผลกรรม ในรูปของประจุไฟฟ้า

ถ้าก่อกรรมด้วยจิตที่ติดกิเลสตัณหาราคะ
ผลกรรมก็จะเป็นอนุภาคประจุลบ

ถ้าก่อกรรมด้วยจิตที่เป็นบวก
เช่น ทำบุญทำทานแล้วขอผลตอบแทน
หรือทำบุญเบื้องล่าง
แล้วหวังเอาไปสร้างวิมานเบื้องบน
ผลกรรมนั้นก็จะเกิดเป็นอนุภาคประจุบวก

แต่ละอนุภาคที่เป็นประจุลบและบวกนี้
จะมีน้ำหนักมวลเท่ากับ 10.5 มิลลิกรัม
ถ้าจิตท่านถูกกิเลสตัณหาราคะครอบงำ
ไม่ว่าจะทำบุญกุศลหรือก่อบาป
ชั่วชีวิตก็มีแต่จะทำให้จิตวิญญาณของท่าน
มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อน้ำหนักตัวมากก็เหมือนคนอ้วนมาก
จะกระโดดไปให้ไกลๆก็ทำไม่ได้
เมื่อจบสิ้นอายุขัยจึงหลุดออกไปไม่พ้น

ดังนั้น
ท่านจงอย่าไปเชื่อว่า
ใครจะสามารถช่วยเหลือท่านให้นิพพานได้
องค์จิตจักรวาลก็ช่วยฉุดรั้งท่านออกไปไม่ได้
พระศาสดาพระองค์ใด
พระโพธิสัตว์พระองค์ไหนๆ
จะช่วยท่านให้นิพพานหรือหลุดพ้นก็ไม่ได้

เพราะอะไรท่านทั้งหลายรู้มั้ย?

เพราะว่าท่านผู้สูงส่งเหล่านั้น
จะไม่สามารถขัดถูประจุลบ
ที่เป็นผลกรรมจำเพาะรูปธรรมของใครๆ
ให้มีความใสสะอาดบริสุทธิ์ได้ไงล่ะ

เราจึงบอกกล่าวความจริงต่อท่านเสมอมาว่า
#กรรมดีกรรมชั่วเป็นของตัวเอง
#ใครทำใครได้ทำแทนกันไม่ได้

ใครหิวคนนั้นต้องทานเอง
ใครกระหายคนนั้นต้องดื่มเอง
ใครง่วงคนนั้นต้องนอนหลับเอง
ใครป่วยคนนั้นต้องทานยาหาหมอเอง
ไม่มีใครสามารถทำแทนรับแทนใครได้

ที่เราต้องพร่ำเตือนพวกท่านบ่อยๆ
ก็เป็นเพราะว่ามันสำคัญเช่นนี้เอง

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
โลกถึงกาลสิ้นยุคแล้ว
ภัยพิบัติอันตรายกำลังกรายเข้ามา
ก่อนสิ้นชีวิตในภพชาตินี้
เร่งหาวิธีหลุดพ้นออกไปจากระบบให้ได้
จงอย่าเหลวไหลโลเลอยู่อีกเลย
เรากลับมาช่วยพวกท่านตามสัญญาแล้ว

เรามาช่วยท่านทั้งหลายได้แค่เพียง

ชี้ทางไปนิพพานว่าไปทางใด
ชี้วิธีชำระจิตใจให้ใสสวย
ชี้วิธีที่จะเข้าถึงความรักบริสุทธิ์ในตนเอง
ชี้วิธีเข้าถึงพลังอำนาจทางปัญญาในตนเอง
ชี้วิธีที่จะละวางกิเลสตัณหา

ชี้แนะให้รู้ว่าปัญหาของท่าน
ที่เข้าถึงการหลุดพ้นยังไม่ได้เพราะเหตุใด

ชี้แนะให้รู้ว่าจิตวิญญาณท่านเป็นใคร
มาจากไหน มาเกิดเป็นมนุษย์ทำไม
มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง
ใครอนุญาตให้ท่านมาเกิดเป็นมนุษย์

จงรีบหยิบปัญญามานิพพานกรรมให้สิ้น
ไม่ก่อกรรมใหม่และแก้ไขกรรมเก่าให้หมด
ด้วยการผ่านทุกบททดสอบที่เผชิญให้ได้
โดยใช้ลูกแก้วสองดวงที่ทรงประทานมาให้
คือ มหาสติ กับปณิธานแห่งนิพพานเท่านั้น
จงอย่าเดินถ่างขา
เพราะมันจะทำให้ท่านเดินช้า
เวลาไม่พอให้ท่านเอ้อระเหยอีกแล้ว

จงอย่าเกียจคร้านใช้ปัญญา
เพราะท่านอาจจะเสียท่าฝ่ายมาร
เพราะมารก็สอนธรรมะได้จงจำไว้ให้ดี

เรามาเพื่อช่วยเหลือพวกท่าน
ที่จะกลับบ้านเกิดเมืองนอนของจิตวิญญาณ
โดยไม่ต้องการผลประโยชน์อันใดแลก

เราไม่ประสงค์จะเป็นศัตรูกับใครทั้งนั้น
เราเพียงทำหน้าที่ตามพระบัญชาพระบิดา
เราเพียงกลับมาทำหน้าที่ตามสัญญา
ถ้าท่านเป็นผู้รอคอย
คำกล่าวทั้งหมดในบทนี้
จักเป็นแสงสว่างกระจ่างใจโดยพลัน

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
6-09-2017

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

Attention



Attention: ใครก็ได้

เพราะมีคนที่อ้างตนเป็นอาวุโส (อายุมาก)
ผู้สอนธรรมะลัทธิใหญ่ตนหนึ่ง
ได้เข้ามาเกะกะระรานก้าวล่วงเรา
ในห้องเรียนแห่งนี้โดยไม่สำรวม

เพราะไม่เห็นด้วยกับองค์ความรู้ของเรา
แต่ก็ไม่อาจใช้ความรู้และสติปัญญาที่มีอยู่
ชี้แจงแสดงเหตุผลแย้งความรู้ที่เรากล่าวได้
เราเข้าใจว่าความรู้นั้นอาจมีผลกระทบ
กับความเชื่อแบบงมงายของเขาเข้า
จึงสติแตกขาดความสำรวมเสื่อมความเป็นครู
เข้ามากล่าวดูถูกหมิ่นหยามเราอย่างลืมอาย
เมื่อวันวานที่ผ่านมา

ทั้งๆที่ยังไม่รู้จักเราด้วยซ้ำไปว่าเราเป็นใคร
ทั้งๆที่เราก็ไม่เคยกล่าวก้าวล่วงตัวเขาเลย

ที่เรากล่าวไว้
เป็นการตอบคำถามนักเรียนเท่านั้น
แต่แทนที่เขาจะใช้ปัญญา
เรียนรู้ความรู้ต่างจากที่เขาเชื่อ
เพื่อยกระดับจิตตปัญญาพัฒนาองค์ธรรม
ด้วยการแสดงปัญญาปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ
แต่กลับใช้วิธีที่ผู้บำเพ็ญธรรมเขาไม่ทำกัน
คือ ใช้อารมณ์ก้าวล่วงจ้วงจาบ
เรื่องส่วนตัวคนคิดต่างอย่างเราแทน
ทั้งๆที่ไม่ใช่ประเด็นที่เห็นต่างเลย
อันเป็นการสร้างเวรกรรม
ปิดทางหลุดพ้นของจิตวิญญาณตนเองแท้ๆ

เราลบโพสท์สกปรกของเขาทิ้งไป
หลายคนจึงอาจไม่ทันได้เห็น
จึงนำมากล่าวเป็นอุทาหรณ์สอนใจ
ในพระนามแห่งพระบิดาต่อท่านทั้งหลายว่า
เรื่องราวเป็นมาอย่างไร

พร้อมขอฝากพระโอวาท
ต่อคนที่เป็นครูธรรมะให้ได้รู้ไว้โดยทั่วกันว่า
อันครูผู้กล่าวสอนธรรมะนั้น
นอกจากจะต้องแม่นยำในธรรมะแล้ว
ยังจะต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี
แก่ศิษย์ตามสาระธรรมที่ตนกล่าวสอนด้วย

แบบอย่างที่ดีสมกับที่จะเป็นครูมี 4 ข้อ คือ

1.ต้องใช้ความรักกับทุกคนเป็นไม่เว้นใคร
2.ต้องใช้ปัญญานำอารมณ์
3.ต้องฉลาดแยกแยะถูกผิดดีชั่ว รู้ควรไม่ควร
4.ต้องพร้อมยอมรับความเห็นต่างคิดต่าง
โดยไม่นำความคิดเห็นต่างมาสร้างศัตรู

เราทำหน้าที่กล่าวพระโอวาท
ในพระนามแห่งพระบิดา

องค์ธรรมอภิปรัชญาที่เป็นสาระหลากหลาย
ซึ่งเรากล่าวไว้ในทุกช่องทางดั่งผู้รอบรู้
ล้วนเป็นความรู้จากพระบิดาที่ทุกคนต้องรู้
มิใช่เรามาทำตนอวดเก่งเบ่งทับใจให้ใครอิจฉา
แต่เรากำลังทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณต่างหาก

ต้องขออภัยผูัอาวุโสด้วยว่า
ถ้าบุคลิกหน้าตาเครื่องยนต์แห่งกรรมของเรา
มันเร้าใจท่านมากไปหน่อยก็ขออโหสิด้วย
โดยเฉพาะไมโครโฟน Head Set
ที่เราใช้มานานกว่าสามสิบปีที่เห็นในภาพ
เพื่อสอนคนให้เป็นคนเก่ง ฉลาดและเป็นคนดี
โดยไม่เคยใช้มันก้าวล่วงจ้วงจาบใครเลย
จะกลายเป็นจุดอ่อนของเราที่ท่านโจมตี

ซ้ำยังกล่าวหมิ่นเบื้องสูงคือพระบิดาว่า
มีศิษย์โง่อย่างเราอีกต่างหากด้วย
ทั้งๆที่คำว่าศิษย์โง่นั้นพระเชษฐาแห่งเรา
ทรงกล่าวกับใครบางพวกบางคนต่างหาก
มิใช่เราเลยสักนิด

กราบพระเชษฐาที่ทรงเมตตา
อนุญาตให้ลงหวายผู้ก้าวล่วงบนโลก

กราบพระบาทพระบิดา
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
5-09-2017

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

ผู้สอน ผู้ถ่ายทอด และผู้สื่อ



#ถามมาหลังไมค์
#แต่ขอนำมาตอบที่หน้าไมค์

Question 2:
*************
ว่ากันว่า......
อาจารย์ถ่ายทอดธรรมทั้งหลาย
ผู้รับโองการจากเบื้องบน
ที่กล่าวกันว่าทุกการกระทำและวาจา
ล้วนศักดิ์สิทธิ์นั้น จริงหรือ?

Answer:
*********
1.ครูหรือผู้รู้ธรรมะทั้งหลายมี 3 ประเภท
คือ ผู้สอน ผู้ถ่ายทอด และผู้สื่อ

2.#ผู้สอน
หมายถึง ผู้ที่ค้นพบธรรมะนั้นๆด้วยตนเอง
เพราะศึกษาเรียนรู้มามาก
และผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก
จึงมีฐานะเป็น "ผู้รู้"
ถ้ายิ่งรู้มากๆก็เป็น "ผู้รอบรู้"
เมื่อรู้แล้วก็มีจิตเมตตานำเอาธรรมะที่ตนมี
มาแบ่งปันแก่เพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ
เพื่อการยังประโยชน์สุขของผู้อื่นต่อไป

บทบาทการนำเอาธรรมะที่ตนมี
มาแบ่งปันสู่ผู้อื่นเช่นนี้แหละ
ที่เรียกว่า #ครูสอนธรรมะ

แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อ
ซึ่งครูสอนธรรมะทุกคนจักต้องรู้ นั่นคือ

#ข้อแรก:
สิ่งที่ตนจะบอกกล่าวสอนใครนั้น
ต้องมั่นใจว่าเป็นธรรมะที่ถูกต้องถ่องแท้
ซึ่งท่านพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติเองแล้วเท่านั้น

#ข้อสอง:
ต้องระลึกเอาไว้เสมอว่า
สิ่งที่ท่านจะบอกกล่าวสอนใครนั้น
ต้องเป็นเฉพาะเรื่องที่ท่านค้นพบด้วยตนเอง
และพิสูจน์รู้ด้วยตนเองมาแล้วว่า
เป็นความจริงที่จริงแท้เท่านั้น
พระบิดาจึงจะทรงอนุญาตให้ท่านสอนได้

จงอย่าหลงผิดคิดไปเองว่า
การเป็นครูผู้สอนธรรมะ
จะเป็นผู้รอบรู้ธรรมะไปเสียทุกเรื่อง
อย่าลืมว่า...แม้จะรู้ธรรมะลึกซึ้งแค่เรื่องเดียว
ก็สามารถเป็นครูผู้สอนจำเพาะเรื่องนั้นได้แล้ว

ดังนั้น
จงอย่าเผลอทำตนเป็นครูในสิ่งที่ท่านไม่รู้จริง
ในสิ่งที่ท่านยังไม่รู้แจ้งโดยเด็ดขาด
มันอาจจะกลายเป็นทำบุญแต่ก่อบาป
เพราะสอนผิด ชี้แนะผิด เพราะเข้าใจผิด
จนต้องลงไปปลุกจิตสำนึกใหม่ในนรกโน่น
ซึ่งมันไม่คุ้มค่ากันอย่างแน่นอน

3.#ผู้ถ่ายทอด
หมายถึง ผู้ที่นำเอาธรรมะจากพระโอษฐ์
ของพระศาสดาที่ตนสัมผัสรู้ดูเห็นมา
ทั้งด้วยตนเองและที่รู้เห็นผ่านผู้รอบรู้คนอื่นๆ
เช่น จากพระคัมภีร์ จากพระไตรปิฎก
หรือ จาก "ผู้ถ่ายทอด" ที่อาวุโสกว่า
มาบอกกล่าวเล่าความแบ่งปันต่อผู้อื่น

บทบาทการจำธรรมะ
เพื่อมาบอกกล่าวเล่าต่อผู้อื่นนี่แหละ
ที่เรียกว่า #ผู้ถ่ายทอด

4.#ผู้สื่อ
หมายถึง พระบุตรเอกแห่งพระบิดา
ที่เสด็จลงมาจุติเป็นมนุษย์
เพื่อทำหน้าที่กล่าวพระโอวาทต่อมนุษย์โลก
ในพระนามแห่งพระองค์

โดยใช้วิธีสื่อสารทางจิตในระบบจิตสู่จิต
ที่เรียกว่า Vertical Telepathy การสื่อแนวดิ่ง
ระหว่างบุตรเอกที่เป็นมนุษย์กับองค์พระบิดา
พระผู้ทรงเป็นจุดศูนย์กลางแห่งมหาจักรวาล
ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสด 100%

องค์พระศาสดาเยซูคริสต์
องค์ศาสดานะบีมูฮัมหมัด
ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระผู้สื่อ
ในความหมายที่เรากล่าวนี้

5.จากประเด็นที่ท่านถามเราว่า...
"อาจารย์ถ่ายทอดธรรมทั้งหลาย
ผู้รับโองการจากเบื้องบน" นั้น

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านผู้ถามว่า

คำกล่าวประโยคนี้
สามารถใช้ได้กับพระศาสดาเท่านั้น
จะนำไปกล่าวกับครูที่มิใช่  "ผู้สื่อ" ไม่ได้
เพราะว่าครูผู้สอนและครูผู้ถ่ายทอด
ล้วนมิได้เป็นผู้รับโองการให้ทำหน้าที่
ในพระนามแห่งพระบิดาแต่อย่างใด
พวกเขาน่าจะเป็น "ครูอาสา" มากกว่า

6.เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ความศักดิ์สิทธิ์ทุกการกระทำและวาจา
มิได้เป็นคุณสมบัติอันประเสริฐ
จำเพาะพระศาสดาหรือใครบางคน
เท่านั้นหรอกท่าน

อันคำกล่าวของบิดามารดา
ก็เป็นคำกล่าวที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับบุตร
สมควรที่บุตรจักต้องถ่อมใจเชื่อฟัง
สมควรที่บุตรต้องปฏิบัติตามมิใช่ปฏิเสธ
มิใช่หรือท่าน

ความหมายของคำว่า #ศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ
คำกล่าวคำสอนนั้น

#ถูกต้องถ่องแท้
เชื่อถือได้ว่าไม่เทียมเท็จ

#เป็นความจริงที่จริงแท้
ต้องทำตาม ไม่ทำตามไม่ได้

ด้วยเหตุนี้เอง
มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้
ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร
ต่างล้วนสร้างวาจาหรือการกระทำใดๆ
ที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้อื่นกันได้ทั้งนั้น

ถ้าท่านพูดแล้วทำแล้ว #คนอื่นเขายอมรับ
ถ้าเขาทำตามที่ท่านพูดแล้ว #ได้ผลจริง
ถ้าเขาไม่ทำตามที่ท่านพูดแล้ว #เสียหายจริง

กราบพระบาทขอบพระทัยองค์จิตจักรวาล
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

ขอบพระทัยพระเชษฐาแห่งเรา
ที่ทรงอนุญาตให้เราตอบคำถามนี้แทนได้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
4-09-2017

The King of the Universe


ตอบคำถาม:เมธี บุญสิน 
************
#Question:
1.อาจารย์ เฮอริเคน ฮาวี 
ใช้จำนวนกี่รูปธรรมครับที่หมุนรอบจุดศูนย์กลาง

2.แล้วสมมุดว่า 
พระบิดาเปิดโอกาสให้แก้แค้นจริง 
แล้วฟ้าผ่าลงมาทำให้ศัตรูเสียชีวิต 
แต่มันไม่ตายจริงนะครับ 
เดี่ยวก็มาเกิดใหม่ 

3.ส่วนรูปธรรมที่ผ่าตายจริง 
สูญสิ้นความเป็นรูปธรรมทางพลังงาน 
จุดนี้เขาไม่รู้เหรอครับ หรือยอม

#Answer:
1.ทีมช่างเท็คนิกชุด "ฮาร์วี่ย์" นี้
มีจำนวนรูปธรรมเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ
มากกว่าทุกชุดที่ผ่านมา

โดยจะยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ใช้จังหวะแบบพระตีกลองเพลเลยล่ะ

2.เธอไม่ต้องสมมติหรอกว่า
ถ้าพระบิดาทรงยอมให้แก้แค้นจริง

เพราะเราจะกล่าวตามจริงว่า
เมื่อถึงเวลาก่อนการชำระโลกคาบสุดท้ายนั้น
บานประตูมิติระหว่างจิตวิญญาณกับมนุษย์
มันจะเปิดแง้มอ้าออก

ประดาดวงจิตวิญญาณผู้พยาบาทคาดแค้น
บางรูปธรรมเฝ้ารอแก้แค้นมานานนับร้อยปี
โดยหนีนรกตลอดมาและไม่ยอมผุดเกิด
ก็จะผ่านเข้ามาอยู่ในมิติเดียวกันกับมนุษย์
แล้วปฏิบัติการแก้แค้นของผู้คาดแค้น
ก็จะเกิดขึ้นไปทั่วทุกถิ่นบนแผ่นดินโลก

วิธีการหนึ่งของพวกเขาที่จะหยิบมาใช้
นั่นคือ #สร้างฟ้าผ่า ในสายตาของมนุษย์
โดยจะมีทั้งผ่าคนที่เป็นเป้าหมายเลย
หรืออาจจะผ่าต้นไม้ใหญ่ให้หักโค่นลงมาทับ

เขาสามารถสร้างฟ้าผ่าได้
โดยใช้รูปธรรมจิตวิญญาณเพียง 2 ขึ้นไป
อยู่ที่ว่าเขาปรารถนาจะสร้างอำนาจด้านลบ
มากน้อยหรือว่าจะเอาเป็นเอาตายแค่ไหน

บางรายก็แค่ตายไปจากการเป็นมนุษย์
ต้องยุติภพชาติปัจจุบันไป
บางรายก็ตายไปทั้งสองมิติเลย
หมายถึง ฟ้าผ่าตายแล้ว
จิตวิญญาณของคนๆนั้นก็แตกสลายด้วย

การตายทางจิตวิญญาณของมนุษย์
จากการถูกฟ้าผ่าโดยเจ้ากรรมนายเวรนั้น
มันไม่เคยมีในประวัติศาสตร์
ทั้งของโลกเสรีและจักรวาลมาก่อน
เพราะครั้งนี้เป็นปฏิบัติการชำระโลก
ทุกอย่างจึงต้อง Set Zero 
นั่นคือ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข
และ สร้างใหม่ ให้โลกสมดุลขึ้น
มีพลังอำนาจมากขึ้นนั่นเอง

3.เธอถามว่า...
รูปธรรมที่ฟ้าผ่าตายจริง 
จนสูญสิ้นความเป็นรูปธรรมทางพลังงาน 
จุดนี้เขาไม่รู้หรือ หรือว่ายอม

เราจะตอบตามจริงให้รู้โดยทั่วกันว่า
ปฏิบัติการแก้แค้นของจิตวิญญาณพวกนี้
เขาจะใช้วิธี "วิ่งเข้าชน" ด้วยความเร็วสูง

ถ้าเป็นปฏิบัติการเดี่ยวๆ
จิตวิญญาณที่มีความอาฆาตพวกนี้
ตรงเปลือกนอกของกล่องพลังงานของเขา
จะมีอนุภาคประจุบวกที่ถูกผลักดันออกมา
โดยอนุภาคประจุลบจากด้านในที่มีมากกว่า
ให้ออกมาออกันอยู่โดยรอบ
จะพุ่งเข้าจู่โจมบริเวณศีรษะหรือทรวงอก
ของบุคคลเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

พิกัดตำแหน่งบนร่างกายที่เขาโจมตี
จะเป็นที่ตั้งของต่อมไร้ท่อที่สำคัญมาก

ถ้าผ่ากลางศีรษะก็จะเสียหายหลายต่อม
เนื่องจากในกระโหลกศีรษะมนุษย์นั้น
พระบิดาทรงติดตั้งกลไกสำคัญไว้หลายชิ้น
เช่น ต่อมพิทูอิทารี่เป็นที่ตั้งของจิตวิญญาณ
ต่อมไพเนียลเป็นที่ตั้งของจิตหยาบ และอื่นๆ

ทุกต่อมไร้ท่อในเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์
เป็นเครื่องมือสำคัญของจิตวิญญาณ
ที่ทำงานด้วยระบบคลื่นไฟฟ้าทั้งสิ้น
ถ้าถูกกล่องพลังงานเจ้ากรรมนายเวรพุ่งชน
แปลว่า เขาใช้ประจุบวกที่เขาพอมีอยู่
พุ่งเข้าชนประจุลบที่ต่อมไร้ท่อของคนๆนั้นมี
การสปาร์คของไฟฟ้าในร่างกายจะเกิดขึ้น
การทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ 
เช่น หัวใจ ตับ ไต ก็จะล้มเหลวฉับพลัน
นั่นแปลว่า...เสียชีวิตโดยพลัน

เธอผู้ถามลองคิดเองดูสิว่า
ปฏิบัติการแบบนี้ระหว่างคนกับผีน่ะ
คนจะถูกฟ้าผ่าจะทันรู้ตัวยอมตายมั้ย?

นั่งอยู่กลางบ้านหลังคาเหล็ก-สังกะสี
พวกเขาก็สามารถสร้างฟ้าผ่าลงมา
ทำให้เสียชีวิตได้

นั่งอยู่ในบ้านเปิดประตูดูฝนตกอยู่แท้ๆ
สายฟ้าก็สามารถเล็ดลอดผ่านประตู
เข้าไปผ่าคนๆนั้นถึงข้างในได้

เดินตากฝนบนพื้นชื้นแฉะอยู่ดีๆ
ฟ้าก็จะผ่าลงบนพื้นแฉะโดยไม่แตะต้องตัว
กระแสไฟฟ้าแรงสูงนับหมื่นโว้ลต์
จะใช้น้ำเป็นตัวนำไฟฟ้ามาถึงตัว
ก็สามารถทำให้เสียชีวิตได้แล้ว

ก็เราย้ำเสมอมาว่า
เรากล่าวความจริงในฐานะของ
The King of the Universe.

เราขอยืนยันว่า
ปฏิบัติการชำระโลกครั้งที่สี่นี้
มีผู้อยู่เบื้องหลังภัยพิบัติทุกรูปแบบ
มันมิใช่ภัยธรรมชาติในแบบที่
นักวิทยาศาสตร์โลกทางกายภาพคิดกัน
แต่ผู้คนอีกมากมายยังไม่รับฟังเรา
เพราะกลัวถูกหลอก
ทั้งๆที่แต่ละท่านก็มีจิตตปัญญาของตน
จะถูกหลอกกันได้ง่ายๆเชียวหรือ?

4.นอกจากท่านได้รู้แล้วว่า
คนที่จะถูกฟ้าผ่าตายเพราะถูกแก้แค้น
จะไม่มีใครรู้ตัวล่วงหน้า
และคำว่ายอมไม่มีแล้ว

ทันทีที่คนๆนั้นเสียชีวิต
จิตวิญญาณก็จะทิ้งกายสังขารออกจากร่าง
กลุ่มรูปธรรมพลพรรคของเจ้ากรรมนายเวร
ก็จะรวมตัวกันพุ่งเข้าชนจิตวิญญาณเป้าหมาย
โดยใช้เพียงแค่สองสามรูปธรรม
พุ่งเข้าชนเป้าหมายพร้อมๆกันในทันที

เสียงฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นนั้น
มันจะดังยิ่งกว่าเสียงระเบิด
ดังกังวาลนานนับนาที
ดังทีหนึ่งอาจมีคนแก้วหูแตกได้
เพราะมันจะดังหลายสิบเดซิเบล
เกินกว่าประสาทหูมนุษย์จะต้านไหว

มนุษย์จะเห็นเป็นแสงวิ่งบนฟ้าแบบผิดปกติ
เช่น ฟ้าผ่าจะวิ่งในแนวขนานพื้นโลก
ฟ้าผ่าจะวิ่งย้อนขึ้นจากพื้นดินสู่ท้องฟ้า
ฟ้าผ่าจะวิ่งในแนวเฉียงทำมุมกับพื้นโลก
ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการไล่ตีเป้าหมาย
ของประดาผู้แก้แค้นนั่นแหละ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
4-09-2017

วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560

การถ่ายทอดเบิกชี้จุดตำแหน่งที่ตั้งของดวงจิตธรรมญาณ

#ถามหลังไมค์
#แต่ขอนำมาตอบที่หน้าไมค์

Question 1:
*************
พระอาจารย์จี้กงให้มีการแฝงเร้น
การถ่ายทอดเบิกชี้จุดตำแหน่งที่ตั้ง
ของดวงจิตธรรมญาณ เพื่ออะไร

Answer:
*********
เพราะพระอาจารย์ต้องการให้ศิษย์ทั้งหลาย
มีสติทางวิญญาณเอาไว้ตลอดเวลาว่า
มนุษย์ทุกคนล้วนมีจิตวิญญาณ
เป็นตัวตนแก่นแท้เร้นอยู่ข้างใน
โดยมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ที่ต่อมพิทูอิทารี่
จึงมีการเบิกชี้คือบอกให้ผู้เป็นศิษย์ทุกคนได้รู้

เพราะถ้ามนุษย์ไม่รู้หรือไม่เชื่อว่า
ตนเองมีจิตวิญญาณอยู่ข้างใน
การบกพร่องต่อหน้าที่ทางจิตวิญญาณ
กับการใส่ใจที่จะประพฤติธรรมของมนุษย์
จะเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกและจักรวาล

งานสอนธรรมะของพระอาจารย์จักล้มเหลว
เพราะมนุษย์จะไม่ใส่ใจหน้าที่ทางจิตวิญญาณ
ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องลึกลับและไร้สาระไป

ดังนั้น
การเบิกชี้จุดที่ตั้งของจิตวิญญาณ
ที่พระอาจารย์ท่านกำหนดเป็นระเบียบพิธีไว้
ให้เปิดเผยต่อสานุศิษย์ก็เพราะเหตุนี้

นอกจากนั้น
การเบิกชี้จุดที่ตั้งของจิตวิญญาณ
ก็มิได้จะให้เป็นความลับพิเศษเฉพาะกลุ่ม
แต่ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความลับที่ดูลึกลับ
ก็เพราะคนนอกกลุ่มซึ่งเป็นคนหมู่มาก
ไม่มีใครล่วงรู้เพราะไม่มีใครบอกให้รู้เท่านั้น

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
มีหลายคนยังเข้าใจอีกว่า #การเบิกชี้จุด นั้น
นอกจากจะเป็นการชี้ที่ตั้งของจิตวิญญาณแล้ว
ยังเป็นการ "เปิดตาที่สาม"
หรือเป็นการเปิดญาณทวารอีกด้วย

จากนั้นก็จะตีความกันเองต่อไปด้วยว่า
ถ้าผู้ใดยังมิได้เบิกชี้จุดเปิดตาที่สาม
ผู้นั้นก็ยังเป็นคนนอกกลุ่ม
เพราะภายในกลุ่มเองล้วนเชื่อกันว่า
มนุษย์เปิด "ตาที่สาม" ของตัวเองไม่ได้

ถ้าตาที่สามของใครยังมิได้ถูกเปิดออก
ใครคนนั้นก็จะนิพพานไม่ได้
เพราะไม่รู้ว่าทางออกของจิตวิญญาณ
เมื่อถึงกาลละวางสังขารมันอยู่ตรงไหน

เราจึงขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

1.การเบิกชี้จุดเป็นเพียงแค่บอกให้รู้ว่า
ที่ตั้งของแก่นแท้คือจิตวิญญาณอยู่ตรงไหน
เพื่อบอกให้รู้ว่าตนยังมีจิตวิญญาณอยู่ข้างใน
ทุกคนจะต้องทำหน้าที่ทางจิตวิญญาณด้วย

พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้มนุษย์ทั้งหลาย
ดำเนินชีวิตด้วยหลัก #มัชฌิมาปฏิปทา
หมายความว่าให้เดินสายกลางนั่นแหละ
นั่นคือ ท่านทั้งหลายจะกระทำทุกสิ่ง
เพื่อสนองความต้องการของกายหยาบ
โดยไม่กระทำเพื่อจิตวิญญาณของตน
ควบคู่กันไปด้วยเลยนั้นไม่ได้

2.การเบิกชี้จุดมิใช่ปฏิบัติการเปิดตาที่สาม
เพราะตาที่สามหรือ "ต่อมไพเนียล"
สามารถสั่นสะเทือนได้เองตามธรรมชาติ
โดยไม่จำเป็นต้องทำพิธีหรือมีมนต์คาถาเปิด
เพียงแค่จิตสั่นสะเทือนเป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ต่อมไร้ท่อต่อมนี้ก็จะตื่นตัวขึ้นมาทำงานแล้ว

3.นอกจากนั้น
ถ้าต่อมไร้ท่อต่อมนี้
สามารถสั่นสะเทือนเป็นด้านบวกได้
มันก็จะกระตุ้นให้ต่อมพิทูอิทารี
อันเป็นที่ตั้งของจิตวิญญาณของท่าน
สั่นสะเทือนตามไปทางด้านบวกด้วย

เมื่อใดที่ต่อมอันเป็นที่ตั้งของจิตวิญญาณนี้
เกิดการสั่นสะเทือนด้านบวกขึ้นมาได้
มันก็จะส่งคลื่นการสั่นสะเทือนด้านบวกนี้
ไปสั่นสะเทือนสมองซีกขวาให้ตื่นขึ้นมา
ทำหน้าที่ให้ความฉลาดทางปัญญา
ที่สูงกว่าความฉลาดทางปัญญาระบบเก่า
นั่นคือสติปัญญาที่ได้จากสมองซีกซ้ายนั่นเอง

4.ถ้าท่านทั้งหลายเข้าใจว่า
การเปิดตาที่สามของพวกท่านโดยผู้อาวุโส
ด้วยวิธีชี้เบิกจุดเป็นการเปิดมิติทางปัญญาให้
ก็นับว่าเป็นความเข้าใจไม่ตรงจริงอีกแล้ว

จงระลึกไว้ด้วยว่า
มนุษย์แห่งโลกเสรีทุกคนนั้น
พระบิดาทรงกำหนดให้พึ่งตนเองเป็นสำคัญ
ครูบาอาจารย์น่ะมีหน้าที่เพียงผู้ช่วยเหลือ
จะออกหน้าออกตาทำแทนใครก็ไม่ได้
จะไถ่บาปรับกรรมแทนใครก็ไม่ได้เช่นกัน

สังเกตสิท่าน
คนบางคนพระอาจารย์ชี้เบิกจุดให้ตั้งนานแล้ว
ภพชาติอดีตและปัจจุบันก็ยังนิพพานไม่ได้
ความสามารถด้านการใช้ปัญญาก็ยังน้อยอยู่
ผู้คนเหล่านี้ยังมีอยู่ในกลุ่มเป็นจำนวนมาก

จึงนับว่าน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง
ที่ผู้สอนสั่งพวกเขากระทำผิดพลาดเสียเอง
เพราะไปยึดติดพิธีการเบิกชี้จุดว่า
เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่ม
ทั้งๆที่พระอาจารย์มีเพียงนัยแห่งการสอน
แฝงไว้ให้ศิษย์ทั้งหลายได้ใช้สมองคิด
ดังที่เราไขข่าวกล่าวเผยไว้ข้างต้นเท่านั้น

กราบพระบาทขอบพระทัยพระบิดา
ขอบพระทัยพระเชษฐาแห่งเรา
ที่ทรงอนุญาตให้เราตอบคำถามแทนได้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
3-09-2017

วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560

ท่านที่ถ่อมตัวลง แล้วละวางจากทางชั่วของตน















พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ยุวจิตจักรวาลทายาทที่ถ่อมตัวลง
แล้วละวางจากทางชั่วของตน
เพื่อหันหน้ามาทางเรา
เฝ้ารับฟังพระโอวาทจากพระบิดา
ที่ทรงสถิตอยู่เบื้องบนฟ้าสวรรค์
ซึ่งทรงสื่อผ่านมาทางเรา

พระองค์จะทรงให้อภัยแก่บาปของท่าน
ที่สั่นสะเทือนผ่านจิตรู้สำนึกในผิดบาปนั้น
ทันทีที่ท่านเข้าถึงพระโอวาท

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-9-2017

จงอย่าเป็นคนขี้ใจน้อย



#เส้นทางนิพพาน

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

แดนนิพพาน คือ แดนสุญตา
แดนสุญตา เป็นดินแดนของผู้หลุดพ้น
เป็นดินแดนของประดา ผู้อิ่มเอิบอยู่กับความว่าง

ดินแดนแห่งนี้
ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่นอกระบบเอกภพทั้งหมด
เป็นดินแดนที่ดวงจิตวิญญาณของท่านจากมา
เพราะดินแดนที่ว่านี้
เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน
ท่านจึงต้องนำพาแก่นแท้ของท่าน
ย้อนคืนกลับบ้านให้ได้

ด้วยการเร่งชำระจิตใจให้ใสสวย
ด้วยบททดสอบต่างๆนานาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ด้วยการว่างไปจากบ่วงกรรมทั้งหลาย
โดยการสอบให้ผ่านทุกบททดสอบ
ด้วยการใช้ความรัก สติปัญญา ความกล้าหาญ
และแรงบันดาลใจในตนเอง
เป็นคำตอบทุกข้อทุกบททดสอบของท่านให้จงได้

ด้วยการว่างไปจากการมีอายตนะทั้ง 6
โดยแม้มีอยู่แต่ทำให้มันเสมือนท่านไม่มีให้จงได้
กล่าวคือ........

#ได้เห็น ก็สักแต่รู้ว่าเห็นอะไร
#ได้ยิน ก็สักแต่รู้ว่าได้ยินอะไร
#ได้กลิ่น ก็สักแต่รู้ว่ากลิ่นอะไร
#ได้ลิ้มรส ก็สักแต่รู้ว่ารสอะไร
#ได้สัมผัส ก็สักแต่รู้ว่าสัมผัสอะไร
#นึกอะไรได้ ก็สักแต่รู้ว่านึกอะไร

การปฏิบัติเช่นนี้เรียกว่า "รับรู้-ไม่รับเอา"
การที่ท่านรับรู้แล้วไม่รับเอา
ก็คือ "รับรู้เพื่อเรียนรู้" นั่นเอง
การรับรู้เพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรนี่แหละ
มันจึงเสมือนท่าน "ว่าง" ไปจากการมีอายตนะ

ถ้าชั่วชีวิตนี้ท่านปฏิบัติให้ถึงความว่าง
โดยว่างจากการมีกลไกอายตนะทั้ง 6 ได้
มรรคผลสูงสุดที่ท่านจะบรรลุได้ก็คือ

1.ท่านก็จะว่างไปจากการยึดติดอัตตาตัวตน
2.ท่านก็จะว่างไปจากกิเลสตัณหาราคะ
3.ท่านก็จะว่างไปจากความผิดบาปทั้งปวง
4.ท่านก็จะว่างไปจากบ่วงเวรบ่วงกรรม
5.ท่านก็จะว่างไปจากการมีสังสารวัฏ
6.ท่านก็จะว่างไปจากดาวเคราะห์โลกดวงนี้

นี่ไงล่ะท่าน....
เส้นทางสายนิพพานเพื่อการหลุดพ้น
ของดวงจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายนั้น

ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน ศาสนาใด
ต้องผ่านเส้นทางสายนี้ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

จงหันหน้ามาฟังเรา
จงพูดให้น้อยคำ
จงหมั่นทำการดีให้มากขึ้น
การสิ้นสุดของสิ่งทั้งปวงใกล้มาถึงแล้ว

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-9-2017

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ถอยสักก้าว คลื่นลมจะสงบ

#ตอบคำถาม: Cjw Surin
**************************
#Question:
ไม่ทราบว่าคำพูดเหล่านี้
ถูกต้องไหมครับ ท่านอาจารย์
******************************
"ถอยสักก้าว คลื่นลมจะสงบ"
******************************
ในชีวิตคนเรา
ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน
เพื่อให้เรื่องราวกระจ่างแจ้งชัดในทุกเรื่อง

เพราะน้ำที่ใสสะอาดเกินไปไร้ปลา
คนที่ใสสะอาดเกินไปไร้เพื่อน

ทะเลาะกับคนในครอบครัว
ต่อให้ชนะ ความผูกพันก็หมดไป

ทะเลาะกับคนรัก
ต่อให้ชนะ ความรักก็จืดจางไป

ทะเลาะกับเพื่อน
ต่อให้ชนะ มิตรภาพก็สูญหายไป

ทะเลาะกันเพราะเหตุผล
ที่เสียหายคือความสัมพันธ์
ที่เจ็บปวดคือตนเอง

สีดำก็คือสีดำ สีขาวก็คือสีขาว
ให้โลกเป็นผู้พิสูจน์เถอะ

วางอคติและความยึดติดของตนลงเสีย
คุณก็จะกลายเป็นคนใจกว้างขึ้นมาในทันที

#Answer:
เรามิบังอาจก้าวล่วงครูอาจารย์ของท่าน
ผู้กล่าวสอนท่านไว้ด้วยถ้อยความทั้งหมดนั้น
ว่าไหนถูกไหนผิด

ดังนั้น
ไหนๆเมื่อท่านถามเรามาแล้ว
จึงกราบขออนุญาตครูอาจารย์ของท่าน
ตอบคำถามท่านผู้ถามในเชิงว่า
เรา "เห็นด้วย" หรือ "ไม่เห็นด้วย"
กับคำกล่าวนี้อย่างไรน่าจะเหมาะกว่า

#เพราะมันคือความคิดเห็นมิใช่การพิพากษา

ท่านที่รักทั้งหลาย
ความเห็นของเราในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย
ลำดับความได้ดังนี้

1.ประโยคที่กล่าวว่า
********************
"ในชีวิตคนเรา
ไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน
เพื่อให้เรื่องราวกระจ่างแจ้งชัดในทุกเรื่อง"

#เราไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
เพราะคำกล่าวนี้ตีความได้ว่า
ท่านแนะนำมิให้ทะเลาะกัน
เพื่อให้เรื่องราวกระจ่างแจ้งชัด #ในทุกเรื่อง

แสดงว่า #บางเรื่อง
ท่านก็ยังจะสามารถทะเลาะกันกับใครก็ได้ล่ะสิ

#นี่ไง...ที่เราไม่เห็นด้วยเพราะเหตุว่า

<3 ท่านไม่ควรจะทะเลาะเบาะแว้งกันเด็ดขาด
เพราะการทะเลาะกันคือการทำลาย
ความเป็นหนึ่งเดียวกัน
ซึ่งผิดบาปต่อพันธะสัญญา 6

<3 การที่ท่านไม่เข้าใจกันในเรื่องใดก็ตาม
แล้วไม่พยายามทำความเข้าใจกันให้กระจ่าง
แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
มันจะทำให้การดำเนินชีวิตร่วมกันไม่ราบรื่น

เพราะความไม่เข้าใจกัน
ความไม่ไว้วางใจในกันและกัน
ความไม่เชื่อมั่นในกันและกัน
ล้วนแล้วแต่จะเป็นตัวการบ่อนทำลาย
มิตรภาพความสัมพันธ์ให้ตกต่ำลง
จนเชื่อมโยงร้อยสัมพันธ์กันด้วยความรักมิได้

<3 เราเห็นว่าถ้าท่านจะทำความไม่เข้าใจกัน
ให้มันกระจ่างอย่างจริงใจแล้ว
มันยังมีวิธีการอีกตั้งมากมายที่จะนำมาใช้
โดยหลีกเลี่ยงมิให้ "ทะเลาะ" กันก็ได้

2.ประโยคที่กล่าวว่า
********************
"เพราะน้ำที่ใสสะอาดเกินไป ไร้ปลา
คนที่ใสสะอาดเกินไป ไร้เพื่อน"

#เราไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่านี้
เพราะคำกล่าวนี้เสมือนจะสอนให้เข้าใจว่า
เกิดมาเป็นคนมันก็ต้องมีสิ่งไม่ดีปนอยู่บ้าง
ถ้าเป็นคนดีเกินไปเพื่อนก็จะไม่คบหา
เหมือนน้ำที่ใสสะอาดเกินไปปลาอยู่ไม่ได้

ที่เราไม่เห็นด้วยเพราะเหตุว่า

1.คำกล่าวนี้ใช้การเปรียบเปรย
ที่ไม่สอดคล้องต้องกันกับหลักสัจธรรม

เพราะความอุปมาว่า
"น้ำที่ใสสะอาดเกินไป"
จนปลามีชีวิตอยู่ไม่ได้นั้น

แหล่งน้ำในธรรมชาติที่ใสสะอาดเกินไป
มันไม่มีอยู่จริงหรอกท่าน
เมื่อเป็นสิ่งไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ
ท่านจึงมิอาจนำมากล่าวเป็นอุปมาได้

#นี่ไง...เหตุผลแรกที่เราไม่เห็นด้วย!

2.เราไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงที่ว่า
"คนที่ใสสะอาดเกินไปไร้เพื่อน"

ถ้าท่านนิยามคำว่า #ใสสะอาด คือ ดีงาม
ประโยคนี้ท่านย่อมหมายความว่า
คนที่ดีจนเกินไปจะไร้เพื่อน
ซึ่งเป็นคำสอนที่เรายิ่งไม่เห็นด้วยเลย

เพราะพระศาสดาทุกๆพระองค์
ทรงสอนคนทุกคนให้เป็นคนดี
พระบิดาสอนให้คนทุกคนมีจิตใสใจสวย

ยิ่งชำระจิตให้ใสสะอาดมากก็ยิ่งฉลาดมาก
เมื่อจิตใสมากฉลาดมากก็ยิ่งเป็นคนดีมาก
แล้วมีหรือที่คนดีๆจะไม่มีใครคบหาเป็นมิตร
ขนาดคนชั่วยังต้องการคบคนดีไว้เป็นมิตรเลย

ดังนั้น
เราจึงมองเห็นว่าคำกล่าวของท่าน
ผิดหลักสัจธรรมตามแนวพระศาสดา
ผิดไปจากพระโอวาทพระบิดาอย่างสิ้นเชิง

#นี่ไง...อีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่เห็นด้วย!

3.ประโยคที่กล่าวว่า
*********************
"สีดำก็คือสีดำ สีขาวก็คือสีขาว
ให้โลกเป็นผู้พิสูจน์เถอะ"

ท่านหมายความว่า "สัจธรรม" แห่งสีนี้
มนุษย์ไม่ต้องไปเสียเวลาพิสูจน์ความจริง
จนต้องทะเลาะเบาะแว้งกันเลย
สีดำคือสีดำ สีขาวคือสีขาวอยู่แล้ว
เช่นนั้นหรือ

เราใคร่ถามท่านผู้กล่าวประโยคนี้ว่า
คำว่า #ให้โลกเป็นผู้พิสูจน์เถอะ" น่ะ
มันหมายถึง "ใคร" ล่ะ

เราเห็นว่ามันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน
ที่จะต้อง "เรียนรู้" ร่วมกันว่า
ไหนดีไหนชั่ว ไหนจริงไม่จริง
ไหนควรไม่ควร ไหนบุญไหนบาป
ไหนคุณไหนโทษ ไหนถูกไหนผิด

เรียนรู้เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า
ความถูกต้องเหมาะสมดีงามนั้นเป็นเช่นไร
ใครเป็นฝ่ายประพฤติดีไม่ดีนั้นเป็นเรื่องรอง

ดังนั้น
เมื่อมนุษย์มีปัญหาในการดำเนินชีวิตกัน
ก็ควรหันหน้ามาเรียนรู้ร่วมกันให้ได้ความรู้
#โดยหาเรื่องมาคุยกันมิใช่คุยหาเรื่อง

ถ้าเกิดปัญหาข้อขัดข้องขึ้นมา
แล้วสอนให้แต่ละคนหุบปาก
โดยไม่ยอมเรียนรู้อะไรๆเลยนั้น
มันจะช่วยให้

แต่ละคนจะโง่น้อยลงได้อย่างไร
แต่ละคนจะรู้มากขึ้นได้อย่างไร
จะก้าวผ่านข้อขัดแย้งกันในวันหน้าได้อย่างไร

ที่สำคัญคือ "สัจธรรม" ล้วนเป็นจริงแท้แน่นอน
คือ ดำเป็นดำ ขาวเป็นขาว กันอยู่แล้ว
แต่ท่านจะกล่าวสอนมนุษย์ให้หยุดการเรียนรู้
เพราะกลัวการทะเลาะกันจนไม่คิดต่อว่า
จะคุยกันอย่างไรจึงไม่ทะเลาะกัน
มันจะทำให้มนุษย์มืดบอดทางปัญญา
เพราะไม่รู้ว่า "อะไร" เป็นสัจธรรมเสียมากกว่า

#นี่ไง...อีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่เห็นด้วย!

อันองค์ธรรมแห่งพระบิดานั้น
เพราะภูมิปัญญากับความสามารถของผู้รู้
ผู้สอน และผู้สื่อถ่ายทอดต่างระดับกัน
คำกล่าวสอนของแต่ละรูปธรรม
ในเรื่องเดียวกันจึงมีความแตกต่างกันชัดเจน

ผู้สมดุลทางจิตวิญญาณแล้วเท่านั้น
ที่จะสามารถบ่งชี้ได้ทันทีที่รับรู้รับฟังว่า
ธรรมะนั้นๆผู้สูงส่งระดับใดใครเป็นผู้กล่าว
แต่ท่านทั้งหลายต้องรู้ความจริงด้วยว่า
ใครสอนธรรมะผิดจะมีความผิดบาปมาก
ต้องหลุดลงไปชำระความใน "ขุมที่ 13"
นี่คือความจริงที่จริงแท้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
31-08-2017

วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ความรักเท่านั้น เชื่อมสมานทุกสิ่งได้


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

<3 เพราะความรักต่อทุกสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง
พระองค์จึงมิทรงปล่อยวางสิ่งใด
ให้เลือนหายไปจากความทรงจำ

<3 เพราะความรักท่านทั้งหลายบนดาวโลกเสรี
พระองค์จึงทรงบัญชาให้บุตรเอกแต่ละพระองค์
ผลัดกันเข้ามาจุติเพื่อทำหน้าที่กล่าวพระโอวาท
ประกาศพระวจนะ ชำระอธรรมและอวิชชา
เพื่อสร้างสติทางวิญญาณและชี้ทางกลับบ้าน
ให้แก่ท่านทั้งหลายในทุกยุคสมัย

<3 เพราะความรักลูกและรักโลก
ในปฏิบัติการชำระโลก ครั้งที่ 4
เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่ในขณะนี้
พระองค์จึงทรงบัญชาให้โลกเสรีได้มี "เรา"
เข้ามานำพาแก่นแท้ของท่านกลับบ้าน
ผ่าน #ด่านนภาลัย ประตูมิติแห่งการหลุดพ้น

<3 เพราะความรักของบิดรมารดา
จึงมีท่านทั้งหลายถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้

<3 เพราะความรักของพ่อแม่เช่นท่าน
จึงมีบุตรหลานอันน่ารักน่าชังบังเกิดได้

<3 เพราะความรักที่ไร้เงื่อนไขเท่านั้น
จึงช่วยท่านให้อภัยแก่ใครก็ได้

<3 เพราะความรักเท่านั้น
จึงช่วยให้ท่านยอมรับใครที่ทำตัวไร้สาระได้

<3 เพราะความรักเท่านั้น
จึงช่วยให้ท่านรักษาสัมพันธ์ให้มั่นคงไว้ได้

<3 เพราะความรักเท่านั้น
จึงช่วยท่านระวังตนมิให้ก้าวล่วงผู้อื่น
จนต้องก่อเวรเกี่ยวกรรมกับใครได้

<3 เพราะความรักเท่านั้น
จึงจะช่วยให้ท่านมีจิตใส ใจสวย
รวยสติ มากมีความฉลาดทางปัญญา
รู้เห็นคุณค่าตนเองและผู้อื่นเสมอ

<3 เพราะความรักเท่านั้น
จึงจะช่วยให้ท่านเชื่อมั่นในองค์พระบิดา
มีศรัทธาในภารกิจทางจิตวิญญาณ
และทำนิพพานให้แจ้งแก่ตนเอง

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
30-08-2017

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จงอย่าท้อแท้ใจไหวหวั่นที่จะทำการดี



กราบพระบาทพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
27-08-2017

ร่วมฆ่าร่วมตัดรอน



พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงว่า

การตัดรอนอายุขัยผู้อื่นให้สั้นลง
ทำให้เขาหมดโอกาสทำภารกิจ
เพื่อพระบิดาต่อไปจนครบอายุขัยจริงได้นั้น

ทั้งผู้กระทำและผู้ร่วมกระทำ
จักต้องชดใช้ด้วยอายุขัยจริงของตนเอง
เท่ากับจำนวนอายุขัยของเขาที่ถูกท่านตัดรอน

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
27-08-2017

วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จงศรัทธาต่อพระองค์


จงศรัทธาต่อพระองค์
มั่นคงในการก้าวตามเราไปให้ถึงที่สุด

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
26-08-2017

บททดสอบของทุกท่าน คือ ปัญหาทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต



บททดสอบของทุกท่าน
คือ ปัญหาทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ซึ่งมันมีทั้งยากและง่าย
จงอย่าได้หวั่นกลัว วิตกกังวล

ทุกปัญหาที่เผชิญ
ท่านสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ
โดยมีข้อแม้ว่า

1.ท่านต้องกล้าเผชิญปัญหานั้น
ด้วยรู้เท่าทันว่ามันล้วนเป็นบททดสอบ

2.ท่านต้องเชื่อมั่นว่า
ท่านสามารถรับมือมันได้แน่
เพราะเชื่อว่าทุกปัญหาล้วนมี 2 สิ่งที่เป็นตัวช่วย
นั่นคือ #ตัวเลือก กับ #ทางออก

3.ท่านต้องใช้อำนาจในตนเองที่มีอยู่
เข้าจัดการกับทุกปัญหาให้ราบเรียบ

นั่นคือ
#อำนาจจากความเฉลียวฉลาดทางปัญญา
#อำนาจจากความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์
และ #อำนาจจากความรักเพื่อให้

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พลังอำนาจทั้งสามประการนี้
มันล้วนมีอยู่ในตัวท่านเอง
อันเกิดจากการเรียนรู้และฝึกทักษะการใช้มัน

เมื่อท่านผ่านบททดสอบแล้ว
ท่านก็จะได้รับมงกุฎแห่งชีวิตจากพระองค์

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
26-08-2017

กราบพระบาทองค์จิตจักรวาล



กราบพระบาทองค์จิตจักรวาล
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์โลกเสรี
พระผู้ทรงกำหนดสร้างทุกสรรพสิ่ง
พระผู้เป็นเจ้าเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

ลูกขอกราบพระบาท
เทอดพระเกียรติพระองค์ด้วยจิตสำนึกแห่งรัก

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
26-08-2017

คนใจบาปหยาบช้าเท่ากับสะสมโทษให้ตนเอง


ลูกแก้วสองดวง



ลูกแก้วสองดวง
ที่พระองค์ทรงประทานผ่านเรามา
ซึ่งเราได้มอบให้แด่ท่านไปแล้วนั้น
ยังอยู่ครบถ้วน ดูแลอย่างดี
สมบทบาท #นักสู้เพื่อการรู้แจ้ง กันอยู่มั้ย?

วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การไถ่บาป


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงเรื่อง #การไถ่บาป
ให้รู้ไว้โดยทั่วกันเพื่อเป็นข้อบัญญัติว่า
คำว่า "ไถ่บาป" นั้นมีนัยดังต่อไปนี้

1.ถ้ามีพี่ๆน้องๆของเราคนใดคนหนึ่ง
กระทำไม่ถูกต้องหรือผิดบาปต่อตัวเรา
จนทำให้เราเกิดการเสียสมดุลทางจิตใจ
ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

2.ไม่ว่าใครคนนั้นจะกระทำผิดบาปต่อเรา
ด้วยความประมาท ด้วยการขาดสติ 
หรือว่าจงใจกระทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง

3.แต่เราก็จะไม่ถือโทษโกรธเคือง
หรือขุ่นแค้นอาฆาตมาดร้ายใดๆ
เพื่อหมายว่าจะตอบโต้ ต่อสู้ ต่อต้าน 
ในทุกๆแหล่งแห่งที่และทันทีที่เรามีโอกาส

แม้ว่าตัวเราจะอยู่ในฐานะของ #ผู้ถูกกระทำ
โดยเป็นผู้ที่ถูก "ก้าวล่วง" ก่อนก็ตาม

4.การที่เราเป็นฝ่ายถูกกระทำผิดบาป
เป็นผู้ที่ถูกผู้อื่นก้าวล่วง
แล้วเราไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้กระทำนี้
ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
สิ่งที่เราหยิบมาพิจารณามีแค่ 2 สิ่งเท่านั้น

สิ่งแรก คือ #ตัวตนผู้กระทำผิดบาป ต่อเรา
กับสิ่งที่สอง คือ #ความผิดบาป 
ที่ผู้นั้นกระทำต่อเรา

5.ทั้งสองสิ่งนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
ที่มันจะเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของเรา
ซึ่งถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วไม่ฉลาดดำเนินชีวิต
เจ้าสิ่งนี้เองที่มันจะนำเราเข้าสู่กระบวนการ
ที่พวกท่านเรียกว่า "กฎแห่งกรรม" ทันที

ถูกต้องแล้วเรากำลังกล่าวถึงสิ่งที่สองอยู่
นั่นคือ "ความผิดบาป" ที่ผู้อื่นกระทำต่อเรา
โดยเราไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจอีกสิ่งหนึ่ง
นั่นคือ "ตัวผู้กระทำผิดบาป" ต่อเราเลย

6.เราหมายความว่า.....
แม้ใครจะกระทำผิดบาปต่อเราก็ตาม
เราก็จะรับเอาความผิดบาปนั้นไว้เสียเอง

ความผิดบาปนั้นก็คือสิ่งไม่ดีที่เขากระทำ
กับผลกรรมที่ไม่ดีที่ตัวเราต้องเผชิญ
อันเกิดจากการถูกกระทำนั่นแหละนะ

โดยที่เราจะไม่นำเอาความผิดบาปของใคร
มาเป็นเงื่อนไขที่จะทำไม่ดีตอบสนอง
อันเป็นการ #ยกโทษให้ ผู้ก้าวล่วงเรา
เสมือนเป็นการ #ไถ่บาป ให้เขานั่นเอง

ดังนั้น
คำว่า "ไถ่บาป" จึงหมายถึง
การยอมรับการกระทำที่ไม่ดีของคนอื่น
ที่ก้าวล่วงต่อเราโดยไม่เอาความ
หรือ "อโหสิกรรมให้" อย่างไม่มีเงื่อนไข

ซึ่งเป็นการตัดพันธะกรรมระหว่างกัน
เพื่อมิให้เกี่ยวกรรมกับผู้กระทำผิดบาปนั้น
จนต้องเกิดมีภพชาติใหม่กันต่อไปอีก
เพียงแค่เพราะผูกจิตเจ็บแค้นเท่านั้นเอง

7.พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย

การที่เราเว้นวางมิใส่ใจในอีกสิ่งหนึ่ง
คือ "ตัวตนคนที่กระทำผิดบาป" ต่อเรานั้น
เป็นเพราะเรารู้ว่าเขาจักต้องรับเอาผลกรรม
จากการกระทำผิดบาปของเขาเอง
ตามกฎแห่งกรรมกันอยู่แล้ว

เพราะกรรมดี กรรมชั่ว เป็นของตัวเอง
ใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้

เมื่อความจริงมันเป็นดั่งนี้แล้ว
เราจะเข้าไปเกี่ยวกรรมกับเขาทำไมกัน
เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา

8.หน้าที่เราคือต้องนำพาแก่นแท้
สู่การหลุดพ้นด้วยมรรคผลนิพพาน
จึงต้องตัดพันธะกรรมกับเขาเสียทันที
โดยยอมรับเอาความผิดบาปทั้งหลาย
ที่เขาหยิบยื่นมาให้นั้นไว้เสียเอง 
เช่น ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ความเสื่อมโทรมเสียหาย
ในทุกรูปแบบ เป็นต้น

ซึ่งในมุมมองของตัวเราเองนั้น
การปฏิบัติตนเยี่ยงนี้จึงไม่ต่างไปจาก
ตัวเขาคนนั้นเสมือนมิได้ทำผิดบาปต่อเราเลย
ทั้งๆที่เราเป็นผู้ถูกกระทำจนเสียสมดุลก็ตาม

ด้วยเหตุนี้เอง
ในภพชาติอดีตเราจึงเรียกวิธีปฏิบัติเช่นนี้ว่า
#การไถ่บาป ไงล่ะท่านทั้งหลาย

9.พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย

ไม่ว่าท่านจะมองว่าตัวเราเป็นใคร
ไม่ว่าจะเป็นตัวเราในอดีตชาติ
หรือเป็นผู้ย้อนคืนกลับมาในภพปัจจุบัน
เราต่างก็มีพื้นฐานในการเป็นมนุษย์เช่นกัน

ดังนั้น
ปฏิบัติการ "ไถ่บาป" ของเรา
จึงเป็นการกระทำต่อตัวเราเอง
เพื่อยกโทษบาปให้แก่เฉพาะผู้กระทำต่อเรา
โดยเราไม่สามารถจะรับกรรมและผลกรรม
แทนพวกท่านทั้งหลายที่มิเคยเกี่ยวกรรม
กระทำผิดบาปต่อเราได้เลย

ท่านก่อกรรมทำบาปกับใคร
ท่านก็ต้องไปเกี่ยวกรรมกับผู้นั้น
ผลกรรมไม่ดีใดๆที่ท่านเป็นผู้ก่อขึ้นไว้
ท่านจักต้องรับผิดชอบมันเอง
จะให้เราหรือว่าใคร
มาไถ่บาปแทนพวกท่านทั้งโลกมิได้
แม้ว่าเราปรารถนาจะทำเช่นนั้นอยู่ก็ตาม

10.พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย

การกลับมายังโลกเสรี
ในปลายยุคพลังงานเก่านี้
ภารกิจหนึ่งของเราก็คือ

การไถ่บาปให้ประดาผู้คนทั้งหลาย
ที่เคยกลุ้มรุมทำร้ายทำลายโอกาสเรา
ในการทำหน้าที่บุตรเอกแห่งพระบิดา
ในบทบาทของมนุษย์โลกเสรี
เพื่อกล่าวพระโอวาทแทนพระองค์
ต่อท่านทั้งหลายในภพชาติอดีตที่ผ่านมา

เพราะการที่เราจะตัดกรรมใดๆกับใครได้
จักต้องกระทำเมื่อตอนที่เป็นมนุษย์เท่านั้น
เพราะเรามีปณิธานแห่งนิพพานแท้จริง
การมีภพชาตินี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ
ที่จะไถ่บาปใดๆที่ค้างคาอยู่กับใครๆนั่นเอง

ถ้าท่านทั้งหลายเป็นมนุษย์เช่นเรา
ปฏิบัติการไถ่บาปให้กับทุกคน
เพื่อการหลุดพ้นในภพชาตินี้
จึงเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลาย
จะแสร้งเป็นไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่ทำ ไม่ได้แล้ว

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
23-08-2017

การไถ่บาป


พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย


เราจะกล่าวความจริงเรื่อง #การไถ่บาป

ให้รู้ไว้โดยทั่วกันเพื่อเป็นข้อบัญญัติว่า

คำว่า "ไถ่บาป" นั้นมีนัยดังต่อไปนี้


1.ถ้ามีพี่ๆน้องๆของเราคนใดคนหนึ่ง

กระทำไม่ถูกต้องหรือผิดบาปต่อตัวเรา

จนทำให้เราเกิดการเสียสมดุลทางจิตใจ

ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ตาม


2.ไม่ว่าใครคนนั้นจะกระทำผิดบาปต่อเรา

ด้วยความประมาท ด้วยการขาดสติ 

หรือว่าจงใจกระทำทั้งต่อหน้าและลับหลัง


3.แต่เราก็จะไม่ถือโทษโกรธเคือง

หรือขุ่นแค้นอาฆาตมาดร้ายใดๆ

เพื่อหมายว่าจะตอบโต้ ต่อสู้ ต่อต้าน 

ในทุกๆแหล่งแห่งที่และทันทีที่เรามีโอกาส


แม้ว่าตัวเราจะอยู่ในฐานะของ #ผู้ถูกกระทำ

โดยเป็นผู้ที่ถูก "ก้าวล่วง" ก่อนก็ตาม


4.การที่เราเป็นฝ่ายถูกกระทำผิดบาป

เป็นผู้ที่ถูกผู้อื่นก้าวล่วง

แล้วเราไม่ถือโทษโกรธเคืองผู้กระทำนี้

ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า

สิ่งที่เราหยิบมาพิจารณามีแค่ 2 สิ่งเท่านั้น


สิ่งแรก คือ #ตัวตนผู้กระทำผิดบาป ต่อเรา

กับสิ่งที่สอง คือ #ความผิดบาป 

ที่ผู้นั้นกระทำต่อเรา


5.ทั้งสองสิ่งนี้มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น

ที่มันจะเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของเรา

ซึ่งถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วไม่ฉลาดดำเนินชีวิต

เจ้าสิ่งนี้เองที่มันจะนำเราเข้าสู่กระบวนการ

ที่พวกท่านเรียกว่า "กฎแห่งกรรม" ทันที


ถูกต้องแล้วเรากำลังกล่าวถึงสิ่งที่สองอยู่

นั่นคือ "ความผิดบาป" ที่ผู้อื่นกระทำต่อเรา

โดยเราไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจอีกสิ่งหนึ่ง

นั่นคือ "ตัวผู้กระทำผิดบาป" ต่อเราเลย


6.เราหมายความว่า.....

แม้ใครจะกระทำผิดบาปต่อเราก็ตาม

เราก็จะรับเอาความผิดบาปนั้นไว้เสียเอง


ความผิดบาปนั้นก็คือสิ่งไม่ดีที่เขากระทำ

กับผลกรรมที่ไม่ดีที่ตัวเราต้องเผชิญ

อันเกิดจากการถูกกระทำนั่นแหละนะ


โดยที่เราจะไม่นำเอาความผิดบาปของใคร

มาเป็นเงื่อนไขที่จะทำไม่ดีตอบสนอง

อันเป็นการ #ยกโทษให้ ผู้ก้าวล่วงเรา

เสมือนเป็นการ #ไถ่บาป ให้เขานั่นเอง


ดังนั้น

คำว่า "ไถ่บาป" จึงหมายถึง

การยอมรับการกระทำที่ไม่ดีของคนอื่น

ที่ก้าวล่วงต่อเราโดยไม่เอาความ

หรือ "อโหสิกรรมให้" อย่างไม่มีเงื่อนไข


ซึ่งเป็นการตัดพันธะกรรมระหว่างกัน

เพื่อมิให้เกี่ยวกรรมกับผู้กระทำผิดบาปนั้น

จนต้องเกิดมีภพชาติใหม่กันต่อไปอีก

เพียงแค่เพราะผูกจิตเจ็บแค้นเท่านั้นเอง


7.พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย


การที่เราเว้นวางมิใส่ใจในอีกสิ่งหนึ่ง

คือ "ตัวตนคนที่กระทำผิดบาป" ต่อเรานั้น

เป็นเพราะเรารู้ว่าเขาจักต้องรับเอาผลกรรม

จากการกระทำผิดบาปของเขาเอง

ตามกฎแห่งกรรมกันอยู่แล้ว


เพราะกรรมดี กรรมชั่ว เป็นของตัวเอง

ใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้


เมื่อความจริงมันเป็นดั่งนี้แล้ว

เราจะเข้าไปเกี่ยวกรรมกับเขาทำไมกัน

เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา


8.หน้าที่เราคือต้องนำพาแก่นแท้

สู่การหลุดพ้นด้วยมรรคผลนิพพาน

จึงต้องตัดพันธะกรรมกับเขาเสียทันที

โดยยอมรับเอาความผิดบาปทั้งหลาย

ที่เขาหยิบยื่นมาให้นั้นไว้เสียเอง 

เช่น ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ

ความเสื่อมโทรมเสียหาย

ในทุกรูปแบบ เป็นต้น


ซึ่งในมุมมองของตัวเราเองนั้น

การปฏิบัติตนเยี่ยงนี้จึงไม่ต่างไปจาก

ตัวเขาคนนั้นเสมือนมิได้ทำผิดบาปต่อเราเลย

ทั้งๆที่เราเป็นผู้ถูกกระทำจนเสียสมดุลก็ตาม


ด้วยเหตุนี้เอง

ในภพชาติอดีตเราจึงเรียกวิธีปฏิบัติเช่นนี้ว่า

#การไถ่บาป ไงล่ะท่านทั้งหลาย


9.พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย


ไม่ว่าท่านจะมองว่าตัวเราเป็นใคร

ไม่ว่าจะเป็นตัวเราในอดีตชาติ

หรือเป็นผู้ย้อนคืนกลับมาในภพปัจจุบัน

เราต่างก็มีพื้นฐานในการเป็นมนุษย์เช่นกัน


ดังนั้น

ปฏิบัติการ "ไถ่บาป" ของเรา

จึงเป็นการกระทำต่อตัวเราเอง

เพื่อยกโทษบาปให้แก่เฉพาะผู้กระทำต่อเรา

โดยเราไม่สามารถจะรับกรรมและผลกรรม

แทนพวกท่านทั้งหลายที่มิเคยเกี่ยวกรรม

กระทำผิดบาปต่อเราได้เลย


ท่านก่อกรรมทำบาปกับใคร

ท่านก็ต้องไปเกี่ยวกรรมกับผู้นั้น

ผลกรรมไม่ดีใดๆที่ท่านเป็นผู้ก่อขึ้นไว้

ท่านจักต้องรับผิดชอบมันเอง

จะให้เราหรือว่าใคร

มาไถ่บาปแทนพวกท่านทั้งโลกมิได้

แม้ว่าเราปรารถนาจะทำเช่นนั้นอยู่ก็ตาม


10.พี่ๆน้องๆที่รักทั้งหลาย


การกลับมายังโลกเสรี

ในปลายยุคพลังงานเก่านี้

ภารกิจหนึ่งของเราก็คือ


การไถ่บาปให้ประดาผู้คนทั้งหลาย

ที่เคยกลุ้มรุมทำร้ายทำลายโอกาสเรา

ในการทำหน้าที่บุตรเอกแห่งพระบิดา

ในบทบาทของมนุษย์โลกเสรี

เพื่อกล่าวพระโอวาทแทนพระองค์

ต่อท่านทั้งหลายในภพชาติอดีตที่ผ่านมา


เพราะการที่เราจะตัดกรรมใดๆกับใครได้

จักต้องกระทำเมื่อตอนที่เป็นมนุษย์เท่านั้น

เพราะเรามีปณิธานแห่งนิพพานแท้จริง

การมีภพชาตินี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ

ที่จะไถ่บาปใดๆที่ค้างคาอยู่กับใครๆนั่นเอง


ถ้าท่านทั้งหลายเป็นมนุษย์เช่นเรา

ปฏิบัติการไถ่บาปให้กับทุกคน

เพื่อการหลุดพ้นในภพชาตินี้

จึงเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลาย

จะแสร้งเป็นไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่ทำ ไม่ได้แล้ว


เอเมน สาธุ

ป.วิสุทธิปัญญา

23-08-2017